หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้พ่อแม่ตัดสินใจส่งลูกเข้าศึกษาใน โรงเรียนนานาชาติ คือ ต้องการให้ลูกได้ภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลซึ่งมีบทบาทและความจำเป็นเพิ่มมากขึ้น

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) หรือ AEC แน่นอนว่า ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ คือ ระบบการศึกษานานาชาติ

ความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีมายาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี .. 2500 ที่สมาคมการศึกษานานาชาติได้ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโรงเรียนนานาชาติชื่อว่า โรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ (International School Bangkok – ISB) เป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของไทย

ต่อมากระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมผลักดันให้มีการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติขึ้นเองด้วย เพื่อรองรับการศึกษาให้กับบุตรหลานของข้าราชการกระทรวงที่กลับจากการปฏิบัติราชการในต่างประเทศ

Ruamrudee International School (RIS) ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐนตรี เมื่อวันที่ 21 .. 2506 โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ขอจัดตั้งขึ้นแทนโรงเรียนมหาไถ่ศึกษา (Holy Redeemer) และรับหน้าที่เป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนด้วย

โรงเรียนนานาชาติในไทยยังมีจำนวนจำกัด และมีการจำกัดสิทธิ์ในการรับนักเรียนไทย เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายให้เฉพาะเด็กไทยที่เคยเข้าโรงเรียนในต่างประเทศนานเกิน 3 ปีขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้ สวนทางกับความต้องการให้ลูกได้มีทักษะความรู้ ความแตกฉานในภาษาอังกฤษอย่างลึกซึ้งของพ่อแม่ที่เพิ่มขึ้น จนทำให้ความนิยมในการส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราแก่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จนในปี .. 2534 สมัยรัฐบาล ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตเอกอัครราชทูตผู้มีประสบการณ์โกอินเตอร์ทั้งจากการศึกษาและการทำงานในระดับนานาชาติได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติในไทยได้อย่างเสรี

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนระบุว่า มีโรงเรียนนานาชาติที่จัดตั้งในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ 75 แห่ง และจัดตั้งในส่วนภูมิภาค 43 แห่ง (ปี 2012)

ระบบและหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

โรงเรียนนานาชาติ ระบบอังกฤษ

เป็นโรงเรียนนานาชาติที่จัดระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรและรูปแบบของโรงเรียนในประเทศอังกฤษเป็นที่นิยมในประเทศไทย เพราะได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบการศึกษาตามแบบต้นตำรับเจ้าของภาษาอย่างแท้จริง อาทิเช่น Shrewsbury International School และ Harrow International School เป็นสาขาของโรงเรียนต้นตำรับจากอังกฤษ และโรงเรียนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ เป็นต้น

การเรียนการสอนในระบบอังกฤษจะแบ่งออกเป็นช่วงชั้น ที่เรียกว่า Key Stage

  • Key Stage 1 อายุของนักเรียนประมาณ 5 – 7 ปี นับเป็น Year 1 และ 2
  • Key Stage 2 อายุของนักเรียนประมาณ 7 – 11 ปี นับเป็น Year 3 – 6
  • Key Stage 3 อายุของนักเรียนประมาณ 11 – 14 ปี นับเป็น Year 7 – 9
  • Key Stage 4 อายุของนักเรียนประมาณ 14 – 16 ปี นับเป็น Year 10 และ 11 และ Senior Students ใน Year 12 และ 13

นักเรียนระดับ Key Stage 4, Year 10 และ 11 จะต้องเรียน 6 – 8 วิชา เพื่อสอบ IGCSE (The International General Certificate of Secondary Education) หรือสอบ O Level (Ordinary Level) และนักเรียน Year 12 และ 13 จะต้องเรียนอีก 3 วิชา เพื่อสอบระดับ A Level (The Advanced Level) หรือสอบ As (Advanced Subsidiary Level) สำหรับศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

โรงเรียนนานาชาติ ระบบอเมริกัน

แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่ได้เป็นต้นกำเนิดภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษในรูปแบบและสำเนียงอเมริกันเป็นสิ่งคุ้นหู และแพร่หลายไปทั่วโลกผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงยอดนิยม หรือภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดทั้งหลาย

จนทำให้ระบบการศึกษาแบบอเมริกันเป็นที่นิยม นับจากชั้นเรียนปฐมวัยที่เรียกกันว่า Kindergarten แล้ว การเรียนการสอนระบบอเมริกัน จะแบ่งการเรียนออกเป็เกรดตามแต่ละช่วงชั้น เริ่มจาก

  • Primary และ Elementary เกรด 1 – 5
  • Middle School เกรด 6 – 8
  • High School เกรด 9 – 12

แม้สหรัฐอเมริกาจะแบ่งเป็นรัฐ มีอิสระในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาในรัฐของตน ไม่มีการกำหนดเป็นหลักสูตรแห่งชาติแบบอังกฤษ แต่นักเรียนที่เรียนในระบบการศึกษาแบบอเมริกันต้องมีความพร้อมในการสอบ SAT I (Scholastic Aptitude Test I) และ SAT II (Scholastic Aptitude Test II) เพื่อวัดระดับทักษะ ความรู้ ความสามารถ สมัครหรือสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา

โรงเรียนนานาชาติที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอเมริกัน ได้แก่

  • International School of Bangkok
  • Ruamrudee International School
  • Ekamai International School

โรงเรียนนานาชาติ ระบบนานาชาติ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า IB

ระบบการศึกษานานาชาติ หรือระบบ IB (International Baccalaureate Program) เป็นระบบการศึกษาที่จัดตั้งโดยองค์การการศึกษานานาชาติ (The International Baccalaureate Organization – IBO) ในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีความเป็นสากลมาก และเป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยทั่วโลก

การศึกษาในระบบนี้ จะแบ่งช่วงชั้นตามอายุและพัฒนาการของเด็ก

  • Primary Years Programme อายุ 3 – 12 ปี
  • Middle Years Programme อายุ 11 – 15 ปี
  • IB Diploma Programme อายุ 16 – 19 ปี

ในระดับ IB Diploma จะเป็นขั้นตอนเพื่อการเตรียมนักเรียนให้เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา นักเรียนจะต้องเรียนวิชาทั้งสิ้น 6 วิชา (รวมภาษาต่างประเทศ 1 ภาษา เช่น ภาษาไทย)

และต้องเรียนการเขียน Essay และมีการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ช่วยเหลือสังคม (Creative Action and Services – CAS) ด้วย โรงเรียนนานาชาติที่สอนในระบบ IB ได้แก่ New International School of Thailand, KIS International School, Prem Tinsulanonda International School เป็นต้น

โรงเรียนนานาชาติ ในระบบการศึกษาอื่นๆ

ไทยมีโรงเรียนนานาชาติที่มีระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาของประเทศต่างๆ เช่น ระบบของสวิสเยอรมัน, สิงคโปร์, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น

โรงเรียนนานาชาติเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน และมีการสอบวัดผลที่ต่างกันออกไปตามแต่หลักสูตรการศึกษาของชาตินั้น

มาตรฐานการรับรองของโรงเรียนนานาชาติ

นอกจากควบคุมดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการแล้ว มาตรฐานการรับรองคุณภาพโรงเรียนนานาชาติยังจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากองค์กรต่างประเทศ มีหลายองค์กรด้วยกัน อาทิ

  • WASC (Western Association of Schools and Colleges)
  • CIS (Council of International Schools)
  • NEASC (New England Association of Schools and Colleges)
  • ECIS (European Council of International Schools)
  • WES (Worldwide Education Services)
  • CITA (The Commission on International Trans Regional Accreditation)

เรียนต่อเนื่อง ในระบบนานาชาติ

นอกจากการสอบวัดผลตามแต่ละระบบการเรียนการสอนของแต่ละประเภทโรงเรียนแล้ว นักเรียนโรงเรียนนานาชาติที่จะเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ จะต้องผ่านการสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษอื่นๆ เช่น สอบ TOEFL (Test of English as a Foreign Language), IELTS (International English Language Testing System)

สำหรับนักเรียนที่จบการศีกษาจากโรงเรียนนานาชาติและต้องการเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาของไทยที่เปิดสอนในหลักสูตรการศึกษานานาชาติ ต้องผ่านการสอบวัดผลที่ทางมหาวิทยาลัยจัดสอบขึ้นเองตามมาตรฐานหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย เช่น

  • CU  – TEP (Chulalongkorn University Test of English Proficiency) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • TU  – GET (Thammasat University General English Test) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอบวัดระดับความรู้ในวิชาเฉพาะอื่นๆ

นอกจากวิชาภาษาอังกฤษ เช่น สอบ CU – ATS (Aptitude Test for Science of Chulalongkorn University) เป็นการทดสอบทักษะความรู้ทางวิทยาศาสตร์

พัฒนาการที่ต่อเนื่องและยั่งยืนของระบบการศึกษานานาชาติในบ้านเรา ทำให้เกิดโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายขึ้น นับตั้งแต่ปี .. 2529

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลมหิดลอินเตอร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของรัฐที่จัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติในระดับปริญญาตรีขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย มีนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 45 คน

จนถึงวันนี้ที่การศึกษาระดับอุดมศึกษา หลักสูตรนานาชาติในบ้านเราเกิดขึ้นมากมายให้นักศึกษาเลือกเรียนหลายสาขาวิชา ไม่เว้นแม้แต่คณะแพทยศาสตร์

เมื่อดูจากการขยายตัวของหลักสูตรนานาชาติ ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง คงบอกได้ว่า นักเรียนนที่จบการศึกษาในโรงเรียนนานาชาติมีทางเลือกในการศึกษาต่อหลากหลายแบบไม่ต้องเป็นห่วงว่าจบแล้วจะไปเรียนต่ออะไรหรือจะต้องไปเรียนต่อเมืองนอกเท่านั้น

โรงเรียน EP (English Program)

การที่พ่อแม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบ English Program หรือ EP เพราะเหตุผลหลักที่จูงใจพ่อแม่ให้สนใจหลักสูตรนี้คือ ลูกยังได้เรียนภาษาไทย วิชาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทยเช่นเดียวกับโรงเรียนสามัญ โดยเรียนวิชาภาษาอังกฤษมากขึ้น และได้รับความรู้ความเข้าใจภาษาอังกฤษในระดับที่สูงกว่าและดีกว่านักเรียนตามหลักสูตรสามัญ

English Program คือ

English Program (EP) เป็นการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน .. 2544 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อเพื่อพัฒนาศักยภาพความรู้ความสามารถทางภาษาของนักเรียน มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงาม สอนความเป็นไทยกับความเป็นสากล

ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนสองภาษาและโรงเรียน EP”

โรงเรียนที่เราเรียกว่าโรงเรียนสองภาษา หากจะว่าไปแล้วก็คือโรงเรียนที่เรารู้จักกันว่าเป็นโรงเรียน EP – English Program นั่นเอง

เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้ว English Program คือการเน้นให้ชัดเจนว่า โรงเรียนนี้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอน ภายใต้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ

  • โรงเรียน EP ของภาครัฐจะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักพัฒนาวัฒนธรรมการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
  • โรงเรียน EP ของเอกชนจะขึ้นอยู่กับการควบคุมดูแลของสำนักบริหารงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ความแตกต่างของโรงเรียนในหลักสูตร English Program (EP)

เปรียบเทียบแบบง่ายๆ โรงเรียนในหลักสูตร English Program เปรียบได้กับลูกครึ่งเนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนหลักๆ จะเป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วแต่สัดส่วนการเรียนในวิชาที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ

จะมีการใช้หนังสือและสื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ สอนโดยคุณครูชาวต่างชาติ (มักจะเป็นคุณครูที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น คุณครูชาวอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลียน หรือคาเนเดียน หากไม่ใช่ครูที่เป็นเจ้าของภาษา ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา และมีคะแนนสอบ TOEFL ไม่น้อยกว่า 550 คะแนน หรือคะแนนสอบ IELTS ไม่น้อยกว่า 5.5)

โดยโรงเรียนยังคงจัดให้มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรไทยใช้หนังสือเรียนไทย สอนโดยคุณครูชาวไทยควบคู่ด้วย โรงเรียน EP จะสามารถจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษได้ทุกวิชา ยกเว้นวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา

แตกต่างจากหลักสูตรการเรียนการสอนแบบนานาชาติ ซึ่งจะนำหลักสูตรและระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ มาใช้ในการเรียนการสอน แม้จะมีการเรียนวิชาภาษาไทยบ้าง แต่เป็นอัตราส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับโรงเรียนที่สอนหลักสูตร English Program (กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนไทยทุกคนเรียนวิชาภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 คาบ กำหนดเวลา 1 คาบ = 50 นาที)

ด้วยความที่เปรียบเสมือนลูกครึ่งนี้เอง ทำให้หลักสูตรการศึกษาแบบ English Program ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะความเป็นกลางที่ให้ความรู้ความเข้าใจและให้ทักษะทางภาษาอังกฤษได้มากกว่าโรงเรียนสามัญ แต่ให้ความรู้ ความเข้าใจภาษาไทย และมีความเป็นไทยมากกว่าโรงเรียนนานาชาติ

Powered by HELLO! Education