ซูเปอร์สตาร์ ก่อนจะโด่งดังและได้รับการยอมรับในระดับโลก เคยมีช่วงเวลาที่ทั้งเขาและเธอผ่านชีวิตอันแสนรันทดมาก่อน แต่กลับข้ามผ่านได้อย่างสุดสตรองจนประสบความสำเร็จในที่สุด

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

ฮิวจ์ แจ็กแมน วูลฟ์เวอรีนผู้ขาดแม่

พระเอกหนุ่มนักบู๊ผู้โด่งดังจากบทวูล์ฟเวอรีน ซูเปอร์ฮีโร่ผู้เก็บกด เคยหลั่งน้ำตาออกมาระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ปี 2012 เมื่อเล่าย้อนถึงวันแห่งความทุกข์ระทมที่เกรซ แม่ของเขาหนีออกจากบ้านเพื่อกลับไปยังบ้านเกิดที่ประเทศอังกฤษ ทิ้งฮิวจ์ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 8 ขวบ และพี่น้องอีก 3 คนไว้โดยไม่หวนกลับมา “ผมจำได้ว่าเช้าวันที่แม่จากไป แม่ยังมีผ้าเช็ดตัวพันหัวอยู่เลยตอนที่แม่บอกลาผม นี่คงเป็นวิธีบอกลาของแม่ พอผมกลับจากโรงเรียนก็ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน วันต่อมาก็มีโทรเลขจากอังกฤษ แม่ไปอยู่ที่นั่น ก็จบกันแค่นั้น”

แม่ของฮิวจ์ไม่เคยกลับมาอีกเลย แม้ชีวิตในปีแรกที่ขาดแม่จะเป็นชีวิตที่เดียวดาย และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นความเจ็บปวดก็ทำให้เขาค่อนข้างเกรี้ยวกราด แต่โชคดีที่ในวัยรุ่นใช้กีฬารักบี้เป็นเครื่องปลดปล่อยความบ้าระห่ำของตนเอง และยังนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตอนที่เป็นพระเอกฮอลลีวูดด้วย นอกจากนี้เขายังมีพ่อ คริสโตเฟอร์ จอห์น เป็นคนคอยช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงปีแห่งความเลวร้าย “พ่อเป็นที่พึ่งของผม เป็นคนที่ทำให้ผมเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” ฮิวจ์กับแม่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และพระเอกคนดังได้ให้อภัยผู้เป็นแม่ “เราเจอกันปีละ 3 – 4 ครั้ง” แม้บาดแผลในใจจะได้รับการเยียวยา แต่ฮิวจ์ก็ยังคงซาบซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตครอบครัวที่สุด ดังนั้นแม้ว่าจะมีงานยุ่งสักแค่ไหน เขาก็ไม่เคยห่างจากเดบอร์รา-ลี เฟอร์เนสส์ ผู้เป็นภรรยา และลูกบุญธรรม 2 คน ออสการ์และอีวานานเกิน 2 สัปดาห์

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

นาตาเลีย โวดิอาโนวา สาวงามผู้ไม่ลืมอดีต

นาตาเลีย โวดิอาโนวา นางแบบระดับซูเปอร์โมเดลชาวรัสเซีย เคยมีวัยเด็กอันแสนยากลำบาก พ่อของนาตาเลียทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึง 2 ขวบ ทำให้ลาริสสาแม่ของเธอต้องดิ้นรนหาเงินประทังชีวิต โดยมักจะต้องทำงานถึง 4 แห่งเพื่อจะได้มีอาหารมาเลี้ยงดูนาตาเลียและน้องสาว 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น อ็อกซานา มีภาวะสมองพิการตั้งแต่กำเนิด

“ชีวิตวัยเด็กของฉันลำบากมาก เรายากจนแบบสุดๆ ฉันยังจำได้ถึงตอนอายุ 7 ขวบเดินกลับบ้าน แล้วรู้ว่าที่บ้านไม่มีอะไรให้กินเลย” ตอนอายุได้ 11 ขวบ นาตาเลียเริ่มต้นช่วยแม่ขายผลไม้แผงลอยท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ เธอมักโดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน หัวเราะเยาะขาที่ผอมเกร็ง และเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเธอ พออายุได้เพียง 15 ปี มีแมวมองชาวฝรั่งเศสมาเจอเธอเข้าและชักชวนให้ไปปารีส

ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถทำให้นาตาเลียประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในวัย 22 ปี เธอได้เซ็นสัญญากับแบรนด์ดังอย่าง Calvin Klein และ L’Oréal ซึ่งทำรายได้นับล้านๆ เหรียญให้เธอ แม้จะโด่งดังแต่เธอไม่เคยลืมเด็กๆ ในรัสเซียบ้านเกิดของเธอที่ใช้ชีวิตอย่างขัดสนเลย เธอก่อตั้งมูลนิธิ Naked Heart Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กทุกคนให้มีครอบครัวที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีพื้นที่ให้ได้เล่นสนุก ซึ่งเป็นสิ่งที่นาตาเลียรู้ว่ามีความจำเป็นต่อความสุขสมบูรณ์ของวัยเด็ก

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

โอปราห์ วินฟรีย์ เปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังแห่งชีวิต

ทราบกันดีว่า โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์กโชว์ เคยผ่านชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและบาดแผลมากมาย แต่เธอกลับใช้พลังแห่งความเข้มแข้งก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นหนึ่งในนักการกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

โอปราห์เป็นลูกสาวที่เกิดจากแม่วัยรุ่น และใช้ชีวิตช่วงวัยเยาว์ที่ฟาร์มของตายายในรัฐมิสซิสซิปปี โอปราห์ได้รับการเลี้ยงดูแบบโบราณและมียายที่เข้มงวด “ฉันถูกทุบตีเป็นประจำ” โอปราห์ย้อนความหลัง แต่ถึงกระนั้นยายก็สอนหลานสาวคนนี้ให้อ่านหนังสือออกตั้งแต่ยังเด็ก แต่พออายุได้ 6 ขวบ โลกของโอปราห์ก็กลับพลิกผันและปวดร้าว เมื่อเธอถูกส่งไปอยู่กับแม่ในเมืองมิลวอกี

ระหว่างที่แม่ออกจากที่พักซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ภายในเมือง เด็กหญิงโอปราห์ก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยญาติที่เป็นผู้ชายและคนอื่นๆ ในช่วงที่เธออายุ 9 – 13 ปี หลังจากพบว่าตนเองตั้งครรภ์ โอปราห์ก็เดินทางไปเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อไปอยู่กับเวอร์นอน พ่อของเธอ แต่ลูกในท้องของเธอก็ตายหลังจากลืมตาออกมาดูโลกได้เพียง 2 สัปดาห์ นอกเหนือไปจากความเศร้าสะเทือนใจ โอปราห์และผู้เป็นพ่อมองว่านี่เป็นโอกาสครั้งที่สอง “พ่อเป็นห่วง อยากจะให้ฉันทำชีวิตให้ดีที่สุด”

ชีวิตของโอปราห์ดีขึ้นนับแต่นั้น เธอได้เป็นนักเรียนดีเด่นตอนอายุ 17 ปี ได้รับข้อเสนอให้ทำงานออกอากาศที่สถานีวิทยุแนชวิลล์ และได้รับทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวนจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเทนเนสซี หลังประสบความสำเร็จกับรายการ The Oprah Winfrey Show เธอยังได้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับเด็กผู้หญิง The Oprah Winfrey Leadership Academy for Girls ทางตอนใต้ของเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อช่วยเหลือเด็กหญิงด้อยโอกาส นอกจากนี้ยังได้ก่อตั้ง The Oprah’s Angel Network เพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อการกุศลและมอบทุนให้กับองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรทั่วโลก

ในปี 2012 โอปราห์ได้มอบเงิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการศึกษา “ฉันคิดว่าเราไม่อาจหยุดช่วยเหลือกันได้หรอก” เธอกล่าว “ฉันทำไม่ได้แน่ๆ และฉันคิดว่าต้องทำไปเรื่อยๆ และมันต้องไม่ใช่เพียงแค่การเซ็นเช็คจ่ายเงินเท่านั้น แต่เราต้องสามารถเข้าถึงชีวิตของพวกเขาได้ด้วย”

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

แองเจลินา โจลี พลังใจที่แข็งแกร่ง

วัยเด็กของ ซูเปอร์สตาร์ คนนี้ไม่สวยหรูเลย แองเจลินา โจลี เป็นลูกสาวของนักแสดง จอน “มิดไนต์ คาวบอย” วอยต์ กับมาร์เชลีน เบอร์ทรานด์ ผู้ล่วงลับ พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเป็นทารกจากความไม่ซื่อสัตย์ของผู้เป็นพ่อ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกมีปัญหาตลอดมา ทั้งคู่เคยไม่พูดจากันนานเป็นปีๆ

แองเจลินาโดนข่มเหงกลั่นแกล้งในโรงเรียนและมีภาวะซึมเศร้า เธอเคยมีภาวะการกินที่ผิดปกติ กลัวการกินอาหาร และเริ่มต้นทำร้ายตนเองด้วยการใช้มีดเชือดตัวเอง ใส่แต่เสื้อผ้าสีดำ และด้วยอายุที่ยังไม่ครบ 20 ปี แองเจลินาได้ “ลองยาเสพติดแทบจะทุกอย่าง” เมื่อมองย้อนถึงชีวิตวัยรุ่นที่มีปัญหา แองเจลินาบอกกับแฟนๆ รุ่นเยาว์ของเธอว่า เธอไม่ได้แตกต่างจากบทบาทในจอเงินที่ถูกเข้าใจผิดเลย “ฉันอยากจะบอกว่าตอนที่ฉันยังเด็ก มีคนบอกว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น เหมือนอย่างมาลิฟิเซนต์เลย”

การได้เดินทางไปกัมพูชาช่วงที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Tomb Raider เปลี่ยนความคิดของเธอไปตลอดกาล “ฉันเคยคิดว่าผู้คนที่นั่นคงขมขื่นและไม่มีความสุข” เธอกล่าว “แต่ที่ไหนได้ พวกเขาร่าเริง ใจดี และมีอารมณ์ขัน” เธอพบว่าตัวเองมักจะสะเทือนใจมากกับการที่ผู้คนนับล้านๆ ทั่วโลกต้องย้ายถิ่นฐานเพราะสงคราม กระทั่งในแทนซาเนียที่มีผู้อพยพหลายคนในค่ายเป็นคนพิการแขนขาขาด “ฉันโทรหาแม่จากสนามบิน แล้วบอกแม่ว่า หนูจะไม่ใช้ชีวิตแบบไม่รู้คุณค่าอีก หนูจะไม่เอาแต่บ่น หนูอยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ และไม่ใช่ด้วยความสงสาร หนูพบผู้คนที่แสนวิเศษ หนูอยากจะอยู่กับพวกเขา และเรียนรู้จากการปรับตัวของพวกเขา”

หลายปีนับจากนั้นเป็นต้นมา ดาราสาวใจงามผู้นี้ก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับสหประชาชาตินับสิบๆ ครั้ง ได้พบกับ ผู้อพยพในกว่า 30 ประเทศ หลังจากปฏิบัติงานในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ เธอก็ได้รับตำแหน่งผู้แทนพิเศษของสำนักข้าหลวงใหญ่ อีกหนึ่งเกียรติยศที่เธอได้รับจากการทำงานอย่างไม่เห็นแก่ตัว ในปี 2014 เธอได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ‘เดม’ จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จากการทำงานรณรงค์ต่อสู้ปัญหาความรุนแรงทางเพศ

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

ชาร์ลิซ เธอรอน เติบโตบนความเจ็บปวด

ชาร์ลิซ เธอรอน คือ ซูเปอร์สตาร์ ดาราสาวแสนสวยที่มีอดีตอันแสนเจ็บปวด คืนหนึ่งของวันที่ 21 มิถุนายน ปี 1991 ที่บ้านเกิดของเธอในประเทศแอฟริกาใต้ ชาร์ลิซมีอายุได้ 15 ปีและเพิ่งกลับจากโรงเรียนประจำ มันเป็นคืนที่เกอร์ดา แม่ของเธอใช้ปืนยิงชาร์ลส์ พ่อของชาร์ลิซจนเสียชีวิต “พ่อของฉันเป็นคนตัวใหญ่ ขาเล็ก พุงโต” เธอเล่า “พ่อเป็นคนจริงจังมาก แต่ก็ชอบที่จะหัวเราะและสนุกกับชีวิตด้วย พ่อมีโรคประจำตัวก็คือ โรคพิษสุราเรื้อรัง” ในคืนนั้น พ่อกับพี่ชายของเธอออกไปดื่มเหล้า ครั้นพอทั้งคู่กลับมาถึงบ้าน ชาร์ลส์ก็เริ่มทุบประตูห้องนอนของชาร์ลิซอย่างเกรี้ยวกราด และพูดว่า “คืนนี้ฉันจะยิงแกสองคนให้ตายด้วยปืน” ในช่วงชุลมุนแม่ของเธอยิงพ่อของเธอเสียชีวิต ส่วนพี่ชายได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจึงบอกให้เธอรีบหนีไป ที่สุดแล้วแม่ของเธอไม่ได้รับการพิพากษาลงโทษ อัยการสูงสุดพิจารณาว่าเธอกระทำไปเพื่อป้องกันตนเองและลูกสาว จากนั้นสองแม่ลูกจึงย้ายไปอยู่ที่มิลาน เนื่องจากชาร์ลิซในวัย 16 ปีได้เซ็นสัญญาเป็นนางแบบเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นจึงย้ายไปนิวยอร์กเพื่อฝึกเป็นนักบัลเลต์ และสุดท้ายจึงไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นนักแสดงที่ฮอลลีวู้ด

หลังจากเริ่มมีชื่อเสียง ชาร์ลิซก่อตั้งโครงการ Charlize Theron Africa Outreach Project (CTAOP) ในปี 2007 เพื่อสนับสนุนเยาวชนแอฟริกัน ให้ต่อสู้กับ HIV/AIDS 1 ปีหลังจากนั้น ชาร์ลิซได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ส่งสารสันติภาพแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ในเดือนมีนาคม ปี 2012 ชาร์ลิซได้รับอุปการะเด็กชายเป็นบุตรบุญธรรมโดยตั้งชื่อว่าแจ็กสัน และอุปการะเด็กหญิงเป็นบุตรบุญธรรมในปีต่อมา โดยตั้งชื่อให้ว่าออกัสต์ เมื่อมองย้อนกลับไป ชาร์ลิซเล่าว่า เธอแบกรับแผลในใจที่เกิดขึ้นในคืนนั้นติดตัวราวกับเป็นรอยสัก “มันเป็นส่วนหนึ่งของฉัน แต่มันไม่ได้กำหนดชีวิตของฉัน” เธอกล่าว

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

เลห์ตัน มีสเตอร์ ดาราสาวผู้พลิกอดีต

เธอได้รับบทเด่นเป็นทายาทตระกูลเก่าแก่ผู้ร่ำรวยในซีรีส์ Gossip Girl แต่ชีวิตจริงกลับตรงกันข้ามอย่างฟ้ากับเหว เลห์ตันใช้ชีวิตช่วงสามเดือนแรกหลังจากลืมตาดูโลกในบ้านกึ่งวิถีของเรือนจำกับแม่ที่ต้องโทษ และต่อมาได้ถูกส่งไปอยู่กับยาย กระทั่งแม่ของเธอได้รับการปล่อยตัวในอีก 16 เดือนต่อมา แม้วัยเด็กจะไม่ได้อมทุกข์ แต่ประสบการณ์ชีวิตก็ทำให้เธอต้องโตกว่าวัยเสมอ เธอเริ่มเป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เซ็นสัญญากับเอเยนต์ และย้ายไปอยู่นิวยอร์กกับแม่

พออายุได้ 14 ปี เลห์ตันกับแม่ก็ย้ายไปอยู่ในลอสแองเจลิส โดยไปคัดตัวนักแสดงและเรียนการแสดง เธอได้รับบทเล็กๆ ในซีรี่ส์ Law & Order, House, 24 และ Entourage ก่อนที่จะได้แจ็กพอตจากการรับบทในซีรี่ส์ Gossip Girl อันโด่งดังใน ปี 2006 เมื่อซีรี่ส์ Gossip Girl ปิดฉากลงในปี 2012 เลห์ตันได้ย้ายจากนิวยอร์กกลับไปลอสแองเจลิส และสวมแหวนหมั้นเมื่อปี 2013 กับนักแสดงหนุ่ม อดัม โบรดี ซึ่งพบกันในปี 2011 ระหว่างร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Oranges ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2014 และ มีลูกสาวคนแรก อาร์โล เดย์ ในปี 2015 ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกับเลห์ตันเมื่อแรกเกิดอย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันเลห์ตันได้ทำการกุศลไปพร้อมๆกับรับงานโฆษณา เธอร่วมมือกับองค์กร Safe Horizon ปลุกสำนึกเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว และในปี 2008 เธอรับหน้าที่เป็นโฆษกให้กับแคมเปญ Life Can’t Wait ของผลิตภัณฑ์ซันซิลค์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทำตามความฝัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เลห์ตันรู้ดี “เราสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามาใช้เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ชีวิตวุ่นวายก็ได้ แต่ฉันมักจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันมองว่าตัวเองโชคดี ฉันไม่เคยโกหก และฉันเป็นที่รัก”

วัยเด็กอันรันทดของ 7 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

เปเล่ เรื่องราวอันเป็นตำนาน

ก่อนจะกลายมาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการนี้ ‘เปเล่’ เป็นแค่เพียงเด็กผู้ชายที่เกิดมาในชุมชนแออัดที่มีอยู่เป็นจำนวนหลายร้อยแห่งในบราซิล พ่อของเขา จูเอา รามอส ดู นาสซิเมนตู หรือ ‘ดอนดินโญ’ ก็เป็นนักฟุตบอลด้วยเหมือนกัน แต่เขาไม่มีโอกาสได้เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่เพราะด้วยอาการบาดเจ็บทำให้เขาไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีก

ด้วยรายได้อันขัดสนของครอบครัว ว่าที่นักฟุตบอลดาวรุ่งในอนาคตจึงต้องทำงานช่วยหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก โดยเริ่มจากการเป็นเด็กขัดรองเท้า ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองไม่มีรองเท้าเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ ยอดนักฟุตบอลผู้นี้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของเขาว่า “ในฤดูหนาว เมื่อลมหนาวมาเยือน ผมต้องนอนขดรวมกันกับพี่ๆ น้องๆ เพื่ออาศัยไออุ่นจากเตาถ่านที่มีอยู่เพียงอันเดียวในบ้าน”

ด้วยเท้าเปล่า แม้จะเป็นพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดหินและปราศจากรองเท้า แต่เขาก็ไม่ย่อท้อในการฝึกซ้อม ด้วย

ความหวังว่าในวันหนึ่งเขาจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่พ่อของเขาไม่มีโอกาสได้เป็น ความฝันของเขาก็เป็นจริง เมื่อเขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรซานโตส ซึ่งในเวลานั้นเขามีอายุได้เพียง 16 ปีเท่านั้น และหนึ่งปีต่อมา เขาก็ติดทีมชาติได้ไปแข่งฟุตบอลโลกที่สวีเดน และคว้าถ้วยฟุตบอลโลกมาครองได้ในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็คว้าแชมป์ให้กับบราซิลได้สำเร็จอีก 2 ครั้ง เปเล่มักเน้นย้ำเสมอว่าสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ ‘ความสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเอง’

Powered by HELLO! Education