การจัดสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์แก่เด็กสามารถช่วยให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ แต่จะทำได้อย่างไรบ้าง ลองไปฟัง ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ INDA หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรม ผู้บุกเบิกก่อตั้งหลักสูตรนานาชาติให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประสบการณ์ในการสอนและดูแลเด็กนักศึกษาหลายสมัย และเป็นคุณแม่ของลูกชายซึ่งอยู่ในระบบการศึกษานานาชาติมาโดยตลอด ให้ความรู้เรื่อง Creative Thinking กันดีกว่า

Creative Thinking สร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์

Nature vs Nurture อันไหนสำคัญ

ความเก่งและฉลาดของมนุษย์มาพร้อมพรสวรรค์ติดตัว (Nature) หรือมาจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเรียนรู้และการฝึกฝน (Nurture) กันแน่ กระบวนความคิด บุคลิกภาพ และพฤติกรรมมนุษย์ ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดโดยธรรมชาติ (Nature) ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่กระบวนความคิด บุคลิกภาพ พฤติกรรมของคนเราจะพัฒนา (Nurture) ได้โดยการจัดสภาพแวดล้อม สรุปก็คือ สภาพแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสร้างสรรค์กระบวนการคิด บุคลิกภาพ และพฤติกรรมของบุคคลอย่างแน่นอน

Creative Thinking สร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์

สภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ช่วยพัฒนา (Nurture)

สภาพแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่อยู่รายล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น สภาพแวดล้อมที่ดีคือสภาพแวดล้อมที่สะอาดสวยงามมีสุนทรีย์ มีความเป็นระเบียบไม่วุ่นวาย เช่น ห้องนอนสีดำหรือสีชมพูจะกระตุ้นให้มีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เป็นแรงบันดาลใจในการคิดและปฏิบัติได้มากกว่าห้องสีขาว

หลังจากสังเกตลูกศิษย์ชอบไปนั่งทำงานที่ TCDC ถามว่าเพราะอะไร ได้คำตอบว่าบรรยากาศน่านั่ง น่าทำงาน ดีกว่าอยู่บ้านหรือที่โรงเรียน เพราะทำได้นาน ไม่เบื่อ เดี๋ยวนี้สถานศึกษาสมัยใหม่ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย เนรมิตสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมเรียงต่อกันเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่สร้างจินตนาการ ให้แรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เกิดการคิดการกระทำ จากเดิมห้องสมุดที่เคย “ห้ามใช้เสียงดัง” น่าจะมีแนวคิดใหม่ว่า เป็นสถานที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กัน ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น สำนักงานใหญ่ Facebook ที่เมืองพาโลอัลโต คาลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ Google เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ที่ตกแต่งอย่างสนุกสนานไม่เหมือนที่ทำงานแต่อย่างใด

สภาพแวดล้อมในโรงเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน หากไม่ดีเด็กอาจวิตกกังวล หดหู่ กลัวไม่ได้รับการยอมรับ กลัวถูกดุ กลัวเพื่อนแกล้ง รวมถึงครอบครัว การเลี้ยงดู สถานภาพการเงิน ไลฟ์สไตล์ วิธีการเรียนการสอน ครู กลุ่มเพื่อน ค่านิยม วัฒนธรรมประเพณี เป็นต้น

Creative Thinking สร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์

แล้วสภาพแวดล้อม (Creative Environment) ที่สร้างสรรค์เป็นอย่างไร

1.บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันที่ดี

ไม่ว่าจะที่บ้าน หรือที่โรงเรียน ถ้าสภาพแวดล้อมโรงเรียนดี แต่เรียนแล้วเครียด กดดัน ถูกดุด่า กลั่นแกล้ง นินทาว่าร้าย ยุแยง แข่งขันชิงดีชิงเด่น ก็บั่นทอนจิตใจ ทำให้เด็กรู้สึกหดหู่ จิตตก กลัว และขาดความมั่นใจได้

2.การเปิดกว้างรับฟัง

มีความยืดหยุ่น ไม่มีกฎเกณฑ์มากเกินไป ไม่ห้าม ไม่บังคับ ไม่เครียด ไม่กดดัน ให้กำลังใจ สนับสนุน ส่งเสริม กระตุ้นการคิดริเริ่ม ให้แรงบันดาลใจ ให้ความเข้าใจ ทำให้ไว้วางใจ เสนอความคิดได้โดยไม่กลัวผิด พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ มีความกระตือรือร้น มีความสุขสบายใจ มีอิสรภาพ มั่นใจกล้าคิด มีวิจารณญาณเหตุผลข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ

3.ในยุคสมัยนี้จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

มีการสื่อสารและบริหารจัดการที่ดี สะดวกสบายในการคิดและทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.แนวคิดการอนุรักษ์โลก

หมายถึง การประหยัดพลังงาน อนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรกับธรรมชาติ

Creative Thinking สร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์

สภาพแวดล้อมที่สร้าง Nurture เป็นอย่างไร

การทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู (Nurture) ควรส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และการคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และยังต้องปฏิบัติเป็นด้วย หลายคนสงสัยว่าการ Nurture ควรทำอย่างไร คงต้องเริ่มจาก

  1. เปิดกว้างยอมรับความแตกต่าง (Openness) เราสร้างกฏเกณฑ์ตีกรอบมากไปไหม เป็นไปได้ที่ลูกจะมีบุคลิกภาพ การคิดแตกต่าง เช่น พ่อแม่ชอบออกสังคม แต่ลูกอาจเงียบพูดน้อย เก็บตัว พึงระลึกเสมอว่าความต้องการของเรา ไม่ใช่ความต้องการลูก อย่าเอาความต้องการและความคาดหวังเราไปกดดันลูก เช่น ไม่อยากเรียนเปียโน ไม่อยากเรียนว่ายน้ำ อย่าบังคับ พ่อแม่เป็นนักธุรกิจอยากให้ลูกสานต่อ ผลักดันให้ลูกเรียนบริหารธุรกิจหรือเศรษฐศาสตร์ แต่ลูกไม่มีหัวธุรกิจ อยากเรียนประวัติศาสตร์ก็ให้เขาเรียนไป อย่าใช้ตัวเองเป็นไม้บรรทัดไปวัดลูก
  2. ให้อิสรภาพในขอบเขตที่พอเหมาะ พ่อแม่ที่เป็น control freak ห้ามไปหมด ทำให้ลูกขาดอิสรภาพ กลัว ไม่กล้าบอก แล้วจะให้ลูกกล้าคิดกล้าทำได้อย่างไร ข้อควรทำคือ แบ่งว่าข้อไหนไฟแดงห้ามทำ เช่น ห้ามนั่งรถทางไกลไปกับเพื่อนๆ ตอนกลางคืน ไฟเขียวคืออนุญาตให้ทำ เช่น เสื้อผ้า ทรงผม บางอย่างเราให้มากไปหรือเปล่า (เงิน อิสรภาพ) ห้ามมากไปหรือเปล่า (รอยสัก เจาะหู ย้อมผมสี) ควรเปิดโอกาสให้คุยกันก่อน ความคิดที่ว่าอิสรภาพเป็นสิ่งสำคัญของการคิดสร้างสรรค์ ก็มีส่วนถูก แต่การให้ total freedom ทำอะไรก็ได้นั้นอันตราย โลกภายนอกมีกฎระเบียบ ข้อห้าม ข้อกำหนด ข้อพึงระวังง่ายๆ คือการมีกาลเทศะ ในการคิดอย่างสร้างสรรค์ควรมีความสำคัญไม่แพ้การคิดแบบมีวิจารณญาณด้วย
  3. แตกหน่อต่อยอด การส่งเสริมลูกควรดูบุคลิกภาพ การคิด การเรียนรู้ การทำ และพฤติกรรมเป็นหลัก เด็กบางคนชอบอ่านชอบเขียน ชอบประดิษฐ์ ชอบวาดภาพ ชอบแสดงออก เช่น เต้น ร้องเพลง ชอบกีฬา ถ้าไม่รู้ว่าลูกชอบอะไรก็ต้องให้ “ลอง” ควรสนับสนุนส่งเสริมให้ลูกต่อยอด จากสิ่งหนึ่งสู่อีกสิ่งหนึ่ง
  4. สนับสนุนการแสวงหาความรู้ การเพิ่มพูนประสบการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์นอกห้องเรียน ช่วยเปิดโลก

กว้าง ให้เป็นคนที่รอบรู้  พอล สมิธ ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า “Inspiration is all around” แรงบันดาลใจมีอยู่รอบตัว กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว การแสดง การร้องเพลง เต้นรำ กีฬา ดนตรี ทำอาหาร งานฝีมือ สิ่งประดิษฐ์ อ่านหนังสือ ล้วนเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้ลูกเป็นคนที่รู้รอบด้านหรือ Renaissance man ให้พวกเขามีทัศนคติที่อยากลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทาย ไม่ใช่ว่าทำแต่อะไรเดิมๆ

ในการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะอย่าลืมว่า “พรสวรรค์” ไม่ยั่งยืนเลย หากขาด “พรแสวง”