โรค Learning Disabilities หรือ LD อาการเบื้องต้นคือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คำนวนไม่เป็น ทำให้ไม่เข้าใจบทเรียน หากมีอาการนี้ให้สันนิษฐานว่า เด็กกำลังเข้าสู่ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้

โรค Learning Disabilities มีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือความบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) ความบกพร่องด้านการเขียน การสะกดคำ (Dysgraphia) ความบกพร่องด้านการคำนวณ (Dyscalculia) ไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขจำนวน ไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์บวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถตีโจทย์คณิตศาสตร์ได้ ทำให้ผลการเรียนของเด็กต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โดยที่เด็กมีสติปัญญาอยู่ในระดับปกติและมีความสามารถด้านอื่นๆ ปกติดี

สาเหตุและวิธีการสังเกตโรค

สาเหตุส่วนใหญ่ของ LD เกิดจากพันธุกรรม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จากการศึกษาพบว่า มีความผิดปกติของโครโมโซมทำให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติ ความเสี่ยงของการถ่ายทอดสู่เด็กที่มีพ่อหรือแม่เป็น LD มีโอกาสเป็น LD ถึง 50%

สาเหตุอื่นๆ เกิดจากสิ่งแวดล้อมและสภาวะระหว่างการตั้งครรภ์ มารดาดื่มสุรา หรือทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ขาดอาหาร หรือได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนสมอง LD เป็นความผิดปกติในแง่ของสมอง ที่ไม่รู้จักและไม่เข้าใจตัวอักษรหรือตัวเลข ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะด้านการเขียนและการอ่านที่ถูกหลักการได้

ถ้าพบว่ามีปัญหาในส่วนของการพูดและฟังร่วมด้วย จะโยงเข้ากับความผิดปกติอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Language Disorder พบร่วมกับ LD ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Receptive Language Disorder ความสามารถเข้าใจสิ่งที่ตนเองได้ยิน Expressive Language Disorder ความสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองต้องการพูดให้คนอื่นเข้าใจ

อาการที่ปรากฎ

โรคนี้ส่งผลทางลบต่อปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะ sense of mastery and competence ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีคุณค่าพอ เมื่อล้มเหลวบ่อยๆ รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ ไม่พยายามจะประสบความสำเร็จ มีความภูมิใจต่ำ มีปัญหาพฤติกรรมอารมณ์แบบก้าวร้าว

วิธีสังเกตอาการของเด็กจะชัดมากเมื่อเข้าสู่วัยประถม เพราะเด็กต้องสามารถอ่านออกเขียนได้ รู้จักวิธีการนับเลขบวกเลข บุคคลแรกๆ ที่จะสังเกตเห็นคือ คุณครู เมื่อเห็นว่าถึงวัยแล้วยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือถ้าเป็นคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจการเอาตัวเลขมารวมกัน เอามาหักออกจากกัน หรือ เอามาคูณ มาหาร เอามาแบ่งกัน

แนวทางการรักษา

เด็กที่เป็น LD เมื่อทดสอบ IQ พบว่าไม่มีปัญหา และพร้อมที่จะเรียนรู้ จากนั้นให้เด็กทำแบบทดสอบ WRAT (Wide Range Achievement Test) เป็นครื่องมือที่ใช้ทดสอบทักษะการเขียน การอ่าน การสะกดคำ และการคำนวน เพื่อนำผลมาประเมินว่าทักษะแต่ละด้านของเด็กเทียบเท่ากับระดับการศึกษาชั้นไหน

พร้อมทั้งดูระดับชั้นเรียนในปัจจุบันควบคู่ด้วย การรักษาเน้นเรื่องการออกแบบวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็ก การย้ายโรงเรียนต้องพิจารณาว่าโรงเรียนที่เด็กอยู่มีครูการศึกษาพิเศษ (Special Education Teacher) มี IEP (Individualized Education Program) เป็นหลักสูตรจัดเฉพาะสำหรับเด็กพิเศษ เช่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ได้หรือไม่ หากมีครูอยู่และสามารถจัดโปรแกรม IEP เพื่อให้เด็กเรียนแบบตัวต่อตัว

เริ่มจากการฝึกให้เด็กหัดออกเสียงผสมคำผสมสระเข้าด้วยกัน หรืออาจใช้การอ่านหนังสือให้ฟัง แล้วให้เด็กสรุปข้อมูลที่ตนเองได้ยิน วิชาอื่นถ้าไม่มีปัญหาเด็กอาจสามารถเรียนร่วมกับคนอื่นได้ โปรแกรมนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเหลือเด็กที่เป็น LD โดยครูการศึกษาพิเศษจะเป็น Key person ส่วนใหญ่โปรแกรมนี้จะมีในโรงเรียนอินเตอร์ฯ

ไม่มียารักษา LD และเป็นโรคที่ไม่หายขาด แต่สามารถได้รับการกระตุ้นช่วยเหลือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ยกเว้นเด็กมี LD ร่วมกับ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) หรือสมาธิสั้น

กรณีนี้สามารถใช้ยารักษาสมาธิสั้นเพื่อให้สมาธิและความจำดีขึ้น โดยหวังว่าการอ่าน การเขียน การสะกดจะดีขึ้นด้วย เนื่องจากสมาธิกับความจำ เป็นกลไกหลักที่สำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการเรียนรู้ เด็กที่เป็น LD จะดำเนินชีวิตเป็นปกติ ไม่ได้มีผลทำให้อายุสั้น แต่ส่งผลกระทบทั้งตัวเด็กและครอบครัว ทั้งในระยะสั้นเรื่องการศึกษา ระยะกลางเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และระยะยาวเรื่องการเตรียมตัวประกอบอาชีพ

LD สามารถเรียนจบปริญญาตรีปริญญาโท?

ถ้าหากอาการที่เป็นอยู่ไม่ได้รุนแรงมากและได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ต้นและมี IQ ดีพอสมควรหรือสูง (ฉลาด) และมีสมาธิ ความจำดี สองส่วนนี้ช่วยชดเชยส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้ แต่เขาต้องทำงานอย่างหนัก อ่านหนังสือช้าซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ มีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาอีก 3 ส่วนย่อย ได้แก่

  • ส่วนที่หนึ่ง คือ ตัวเด็ก IQ อยู่ระดับปกติไหม ความกระตือรือร้นที่จะเรียนเป็นอย่างไร ถ้าดี มาดู
  • ส่วนที่สอง คือ โรงเรียน support เด็กที่เป็น LD ได้หรือไม่ มีการจัด Learning resources เช่น เรื่องภาษาให้เด็กใช้เวลาในการฝึกฟัง พูด เขียน มีข้อสอบพิเศษเพื่อเด็ก LD ตัดเกรดแยกออกจากกลุ่มเด็กทั่วไป ถ้ามีปัจจัยนี้รองรับ เขาสามารถเรียนจบชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษาได้
  • ส่วนที่สาม คือ ครอบครัว กับความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครอง มีมุมมองแนวโน้มทาง positive เด็กจะได้กำลังใจมากกว่าการทำโทษ หรือตำหนิ ผู้ปกครองควรมุ่งมั่นที่จะค้นหาศักยภาพที่แท้จริงในตัวเด็กและส่งเสริมจุดนั้นให้เต็มที่ เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง โดยทั้ง 3 ส่วนจะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

โรค LD ไม่หาย แต่ฝึกฝนได้ผ่านการทำซ้ำๆ และอาศัยเทคนิควิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องกรณีเป็นไม่มาก ถ้าเป็นมากต้องมีครูนั่งประกบสอน อ่าน สะกด เขียน เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน

คนปกติอาจมองว่าไม่ยาก แต่เด็ก LD จะไม่เข้าใจ ในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ไม่เข้าใจ เพราะ key ของปัญหาคือเด็กไม่ awareness ว่าคำๆ หนึ่งเกิดจากการนำหน่วยเสียงย่อยๆมาประกอบเข้าด้วยกัน เป็นความบกพร่องหลักของคนที่เป็น LD แต่ถ้าเขาความจำดีอาจจำเป็นคำ หรือเป็นรูปสัญลักษณ์ แต่หากเปลี่ยนอักษรข้างหน้า อาจทำให้เขาอ่านไม่ออกไปเลย เพราะไม่เคยจำ เขาจะไม่สามารถอ่านคำแผลง หรือคำที่เป็น non word ได้ 

สมาธิสั้นโรคพบร่วมที่ไม่อาจมองข้าม!!

โรคที่พบร่วมกับ LD โดยเฉพาะ ADHD หรือสมาธิสั้น สมาธิไม่ต่อเนื่อง ความจำไม่ดี ถ้าเป็นน้อยพบตอน .ปลาย ถ้าระดับกลาง พบช่วงประถมปลายหรือมัธยม เป็นมากพบตั้งแต่อนุบาลหรือประถมต้น เช่น ขี้ลืม ส่งงานไม่ครบ ไม่ทัน ทำการบ้านเสร็จลืมเอาไปส่ง

สมาธิสั้นเกิดจากปัญหาระบบในสมอง ส่วนของความรับผิดชอบการควบคุมพฤติกรรม การลำดับความคิด การจดจำ และการตัดสินใจทำงานไม่ปกติ เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน 2 ตัว คือ dopamine และ norepinephrine ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสมองให้ทำงานราบรื่น แต่คนสมาธิสั้นมีฮอร์โมน 2 ตัวนี้ต่ำ สมองทำงานไม่ราบรื่น

สาเหตุมาจากยีนและพันธุกรรม โดยมีปัจจัยภายนอกร่วมด้วย เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย มารดาระหว่างตั้งครรภ์โดนควันบุหรี่ ดื่มสุรา ครรภ์ติดเชื้อ ฯลฯ

สมาธิสั้นแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  • ความจำและสมาธิ (inattentive)
  • อยู่ไม่นิ่ง ไฮเปอร์แอคทีฟ (interactive)
  • มีความหุนหันใจร้อน (impulsive)

เด็กมีลักษณะเด่นที่เข้ากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีลักษณะเข้าได้กับทุกกลุ่ม ต้องดูว่าเด็กที่เป็นประเภทไหน หลงลืม เหม่อลอย หรือกลุ่มไฮเปอร์ หรือมีความหุนหันพลันแล่นสูง บางคนพบว่ามีอาการครบทั้ง 3 กลุ่ม

โดยคนที่เป็นสมาธิสั้น 50% จะติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ อาการไฮเปอร์ และหุนหันจะลดลงไปมาก จะมีเพียง 10% หายขาดได้

แต่อีก 40% จะแปลงสภาพจากความใจร้อนไปเป็นต้องมีกิจกรรมทำตลอดเวลา หรือไฮเปอร์ถูกแปลงเป็นการต้องมีโปรเจ็กต์ มีโครงการให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา เป็น mature ขึ้น ถือว่าดีขึ้นในระดับหนึ่ง

เด็กที่เป็นสมาธิสั้น ประมาณ 30% จะมีโรคที่เรียกว่า Motor Coordination Disorder (MCD) ปนอยู่ด้วย มีลักษณะงุ่มง่าม กล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรงขึ้นลงบันไดไม่คล่อง ล้มง่าย ทรงตัวไม่เก่ง หรือไปกระทบกล้ามเนื้อมัดเล็ก มีปัญหาเรื่องลายมือ ติดกระดุมเสื้อเองไม่ได้ ใช้ช้อนส้อมไม่คล่อง ข้าวหกกระจาย เปิดขวดรินน้ำและถือแก้วเองไม่ได้

รักษาด้วยวิธีบำบัดได้ผลหรือไม่?

อาชาบำบัดเป็นความเชื่อเรื่องการรักษาคนที่เป็น LD โดยมีโรค MCD ที่พบร่วมในตัวเด็ก ผู้ปกครองบางรายเชื่อว่า การให้เด็กอยู่บนหลังม้า รู้จักทรงตัว ใช้กำลังขาใช้มือบังคับบังเหียน หรือรู้จักที่จะสื่อสารบังคับม้าตามคำสั่ง จะกระตุ้นพัฒนาการที่ดีทางหนึ่ง

หลายคนเชื่อว่า อาชาบำบัดเป็นตัวเสริมเพื่อกระตุ้น MCD และมีส่วนช่วยทำให้อาการสมาธิสั้นดีขึ้น ส่วนเรื่องการฝึกสมาธิ ถ้าเป็นไม่มากถือว่าโอเค แต่ถ้าเป็นมากจะฝึกไม่ทัน กว่าจะฝึกสำเร็จเด็กอาจสอบตกซ้ำชั้นไปแล้ว หากเป็นการฝึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้รู้จักควบคุมอารมณ์ ฝึกความสงบด้านจิตใจ การฝึกสมาธิถือว่าดีมีประโยชน์น่าจะช่วยได้บ้าง การไปฝึกดีกว่าไม่ฝึก แต่จะสัมฤทธิ์ผลขนาดไหนขึ้นกับความสม่ำเสมอและอยู่ที่ว่าเด็กเป็นสมาธิสั้นรุนแรงระดับไหน

สำหรับศิลปะบำบัด ส่วนใหญ่เอาไว้ช่วยเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ หรือมีปัญหาการสื่อสาร คนเราถ้าพูดได้เวลาโกรธเราจะพูด แต่ถ้าไม่พูดหรือสื่อสารให้ใครเข้าใจได้ มักแสดงออกในรูปของพฤติกรรม

Art Therapy จะดีสำหรับคนพูดไม่ได้ พูดไม่เก่ง เช่น กลุ่มเด็กออทิสติก เขาไม่สามารถพูดหรืออธิบายความรู้สึกของตัวเองได้ สาเหตุและข้อแตกต่างของเด็กที่ไม่ยอมพูดและเด็กที่พูดช้า สำหรับเด็กที่พูดได้แต่ไม่ยอมพูด ย่อมส่วนใหญ่มาจากความวิตกกังวล หรือความไม่มั่นใจ และสิ่งแวดล้อม เด็กไม่เคยได้รับโอกาสให้พูด

ส่วนการพูดช้า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพัฒนาการทางสมองไม่ตรงเวลา อีกส่วนมาจากสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ ไม่ส่งเสริมหรือไม่กระตุ้นให้พูด เช่น ปล่อยให้เด็กอยู่กับคอมพิวเตอร์เล่นเกมตลอดเวลา

ด้านจิตเวชเด็ก ต้องมองควบคู่กับปัจจัยทั้งสองอย่างเสมอ ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยที่แวดล้อมตัวเด็ก เป็นเหตุและผลต่อกันหรือเปล่า

การนำเด็กที่เป็น LD ไปไว้ใน Muti-language setting จะทำให้เด็กพัฒนาการช้า เกิดอาการสับสนอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กพูดช้ามากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเด็กไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นอะไร เพราะสมองเด็กก่อน 6 ขวบ เหมือนฟองน้ำ พร้อมซึมซับดูดทุกอย่างเข้าไปในเซลล์

ยกเว้นว่าเขามีพัฒนาการทางสมองล่าช้า ส่งผลกระทบต่อเรื่องภาษาและการเรียนรู้ การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ทั้งนี้การวางแผนการรักษาต้องทำเป็นวงล้อ คือ ตัวเด็ก ครู โรงเรียน ผู้ปกครอง ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน

ผู้ปกครองควรรู้กับกรณีที่น่าศึกษา

ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นหลายคนเกิดอาการเครียด ซึมเศร้า บางรายรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตนเอง พบแพทย์ด้วยปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง LD เรื่อง ADHD เลย แต่หลังจากตรวจแล้วพบว่าเป็น LD, ADHD การเรียนไม่ราบรื่น เกิดความเครียดง่ายกว่าคนอื่นเพราะเรียนโรงเรียนที่มีความเข้มงวดเรื่องวิชาการสูง

LD และสมาธิสั้น เด็กสามารถเรียนได้ แต่การให้อ่านชีท เขียนรายงานส่งเยอะๆ เป็นภาระที่หนักหน่วงสำหรับเขา มีความคาดหวังกับคะแนน เด็กถูกบีบคั้นจากผู้ปกครองที่เลือกแผนการเรียน เลือกโรงเรียนให้ เพราะคิดว่าลูกฉลาด เพราะเด็ก LD บางคน IQ สูง แต่พอให้ perform ออกมา ไม่สอดคล้องกับ IQ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้จักโรคนี้ แก้ปัญหาด้วยการบังคับ และทำโทษ ส่งผลต่อสภาวะจิตใจเด็ก สุดท้ายเป็นซึมเศร้า..แล้วก็ฆ่าตัวตาย

เด็กจำเป็นต้องรับรู้ไหม?

ถ้ากระทบกับชีวิตเขามากควรบอกเด็ก เพราะถ้าเขาไม่รู้อาการอาจไม่ลุกมาปรับปรุงตัวเอง อย่างสมาธิสั้นเด็กสามารถมีพัฒนาการด้านการเรียนและมีอนาคตที่ดีได้ ด้วยการทานยาและการฝึกวางแผนให้กับชีวิตของตัวเอง

ถ้ามี planning ดี แล้ว follow up plan เช่น รู้ตัวว่าเหม่อลอยเผลอง่าย ก็ต้องวางกิจกรรมประเภท movement ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวเป็นช่วงๆ หรือแบ่งชิ้นงานใหญ่ออกเป็นหลายส่วนเพื่อกระจายงานออกไป ขอเพียงดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน

Powered by HELLO! Education