คุณหนูดีวนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้าน อัจฉริยภาพ กับคำแนะนำในการค้นหาความสามารถพิเศษในตัวเด็ก ไม่แน่ว่าอาจทำให้คุณได้คิดว่าลูกของเราใช่ว่าจะธรรมดา

เด็กทุกคนมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่จริงหรือ?

เด็กทุกคนก็เหมือนผู้ใหญ่ทุกคน คือ มีสมองที่มีเซลล์สมองหนาแน่นและซับซ้อนที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง ดังนั้นเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องมีคำถามเลยว่า เราทุกคนมี อัจฉริยภาพ ความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ไหม ถ้าดูตามธรรมชาติสมองแล้ว เรามีกันทุกคน ทั้งที่ซ่อนเร้นและที่กระจ่างชัดต่อสายตาของคนรอบตัว

หากเราคิดว่าเด็กน่าจะมีความสามารถพิเศษซ่อนเร้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือครูที่จะช่วยทำให้กระจ่างชัดขึ้น เราอย่าปล่อยเวลาของตัวเองให้สูญเปล่า แต่ให้ใช้เวลาเดียวกันช่วยให้ลูกค้นพบศักยภาพในตัวเองด้วยพร้อมกัน

การค้นหาความสามารถพิเศษที่ซ่อนในตัวเด็กเป็นอย่างไร?

การค้นหาความสามารถพิเศษที่ซ่อนเร้นในตัวเด็ก หาไม่ยาก หากเรารักเด็กด้วยใจจริง และตั้งใจสังเกตเขาอย่างไม่มีอคติ ความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่นั้น ถ้าเรามองออก ความสามารถนั้นจะปรากฏชัดเจนตรงหน้าเราโดยไม่แอบซ่อนเลย โดยเราควรจะ

เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำอะไรที่หลากหลาย

ไม่จำกัดเฉพาะให้เด็กเก่งในด้านที่ใครๆ เก่งกันให้ลองเรียนสิ่งที่แตกต่างออกไป มีโอกาสได้เข้าร่วมกลุ่มที่มีกิจกรรมหลากหลาย อาจเป็นด้านการละคร การปลูกผัก ดนตรี โดยเลือกเครื่องดนตรีที่ไม่ใช่กระแส หรือทำกิจกรรมอาสาสมัคร เรียนภาษาใหม่ๆ

มีอะไรอีกมากที่เราสามารถพาลูกไปลองทำ เพื่อให้สิ่งที่เก็บเงียบอยู่ในตัวเขาแสดงตัวออกมาต่อสายตาของพ่อแม่และครู

เฝ้ามองว่าลูกชอบทำอะไร

เพราะความสามารถพิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาไม่ใช่ความลับเลย หากเขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่หากคำตอบคือลูกชอบเล่นเกมการเล่นเกมหรือติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่เล็ก เป็นตัวการสำคัญที่ดูดที่กินเวลาอันแสนมีค่าของเด็ก ที่จะได้เอาไปพัฒนาสมองและร่างกาย

แม้ในวิดีโอเกมหรือเกมคอมพิวเตอร์มีทักษะที่เด็กสามารถฝึกได้ เช่น ความไว การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หรือการใช้กล้ามเนื้อมือ แต่ทักษะง่ายๆ แบบนี้ ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนกันวันละหลายๆ ชั่วโมง คุ้มไหมกับเวลาที่ต้องเสียไป

หากเรามีลูกแต่ไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า ลูกชอบทำอะไรเป็นพิเศษจนถึงขั้นหลงใหล เรากำลังพาตัวเองและลูกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงแล้ว เพราะการชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนถึงขั้นหลงใหลนั้น เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จต่อสิ่งที่เราจะกระทำได้เป็นอย่างดี

ถ้ามีคนถามลูกว่า หนูชอบทำอะไร แล้วเด็กตอบว่า ไม่รู้ครับ นั่นเสี่ยงจริงๆ เพราะเท่ากับตอนนี้เด็กกำลังใช้ชีวิตไปวันๆ และไม่มีความตื่นเต้นเป็นพิเศษกับชีวิตของตัวเองเลยแบบนี้ เท่ากับเรากำลังสอนลูกว่า การมีชีวิตกลางๆ ไม่ต้องรักชอบอะไรเป็นพิเศษนั้นโอเคขอแค่ให้สอบผ่าน สอบไม่ตก ได้เกรดดีพอสมควรหรือดีมากๆ ก็เพียงพอแล้ว

วันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า หากลูกทำได้แค่มาตรฐานเท่ากับเด็กคนอื่นอีกเป็นล้านคนที่จะเรียนจบปีเดียวกับเขา จะทำให้เขาแตกต่างโดดเด่น จนเป็นที่ต้องการของตลาดงานตรงไหน เขาจะมี “Competitive Edge” ได้อย่างไร

คนหลายคนเวลาเรียนเก่ง ได้คะแนนสูง เป็นที่ยอมรับของครูและพ่อแม่ แต่เรียนจบแล้ว ต้องมาสมัครงานแข่งกับคนอีกมากมาย ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย และหลายคนที่เรียนจบได้เกรดดีก็ไปได้ไม่ไกลเท่าที่ใครๆ คิด เพราะว่าเจอเรื่องการแข่งขันกับคนที่เก่งเหมือนๆ กันในตลาดงาน

การเปิดโอกาสให้ลูกได้เจอสิ่งที่รักที่ชอบที่หลงใหล หรือมีนิสัยทำอะไรทำจริงด้วยความชอบถูกใจเป็นพิเศษเป็นทุนนั้น ไม่ใช่เรื่องของพ่อแม่รวยๆ เท่านั้นที่ทำได้ แต่คือหน้าที่ของพ่อแม่ทุกคนในการเปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นพบศักยภาพที่เป็นจริงในตัวของลูก ให้เขามีความตื่นเต้นตอนเช้าเพื่อจะทำกิจกรรมระหว่างวันอย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างพื้นฐานงานอาชีพในอนาคตสำหรับเขาด้วย

เด็กรุ่นใหม่หลายคนเลือกไม่ทำงานรับเงินเดือนประจำกันแล้วในปัจจุบัน แต่เลือกทำอะไรในรูปแบบของตัวเองมากกว่า ความเก่งเฉพาะทางในรูปแบบของตัวเอง จึงเป็นอีกหนึ่งคำตอบสำหรับโลกอนาคตของเด็กๆ รุ่นนี้

เด็กเรียนไม่เก่ง ก็มีความสามารถพิเศษใช่ไหม?

เด็กที่เรียนไม่เก่ง ต้องดูอย่างละเอียดว่า เรียนไม่เก่งเพราะอะไร ถ้าเพราะครูสอนไม่เก่ง สอนน่าเบื่อ สอนไม่เข้าใจ ไม่ใช่ความผิดของเด็ก ไม่ได้หมายความว่า สมองเด็กไม่ดี แต่เป็นเพราะวิธีการสอน

และแม้โรงเรียนจะสอนดีที่สุดแล้ว แต่ลูกยังไม่ชอบเรียน และได้เกรดไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกเราไม่ใช่เด็กฉลาด แต่เขาอาจฉลาดในสถานการณ์อื่นก็ได้ เช่น อาจทำอาชีพที่เหมาะกับการใช้ทักษะอื่นๆ นอกจากทักษะการฟังและดูที่เราใช้เป็นหลักในห้องเรียน

ยกตัวอย่าง ทอม ครูซ ในวัยเรียนเขาคือเด็ก LD หรือ Learning Disabilities มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ แต่วันนี้หาคนไม่รู้จักทอม ครูซ สักคนในโลกคงยาก การไม่ประสบความสำเร็จในห้องเรียน ไม่สามารถการันตีความสำเร็จในชีวิตนอกห้องเรียนได้เสมอไป

ครูและสถาบันการศึกษามีผลกับเด็กด้วยหรือเปล่า?

ครูดีๆ หนึ่งคนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปได้ตลอดกาล บางครั้ง ต่อให้โรงเรียนหนึ่งไม่ดีเท่าที่ควร หลักสูตรไม่เลิศเลอ หรือไม่อินเตอร์เท่าไร แต่ถ้ามีครูดีเพียงแค่คนเดียวสอนเด็กในห้องตัวเองอย่างเต็มฝีมือด้วยใจจริง อาจสามารถเอาชนะทั้งหลักสูตรแย่ๆ หรือโรงเรียนที่ไม่ถูกใจผู้ปกครองก็ได้

เด็กหลายคนหรือผู้ใหญ่หลายคนในวันนี้ อาจเคยเรียนในโรงเรียนที่ไม่ดี หลักสูตรที่ใช้ไม่ค่อยได้ คณะครูก็ไม่ได้สอนเต็มฝีมือ แต่เพราะอะไรคนเหล่านี้ถึงเก่ง มีความสามารถและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ นั่นเป็นเพราะมีคนอีกกลุ่มที่ส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตของเด็ก

นั่นคือ พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูใกล้ชิดเด็ก เราอาจเห็นเด็กที่มีพ่อแม่ไม่ดี แต่ได้ครูดี สามารถพลิกชีวิตและประบความสำเร็จได้ หรือเด็กที่เรียนในโรงเรียนไม่ดี แต่มีพ่อแม่ดี เอาใจใส่ สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน การมีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเข้าใจและเอาใจใส่เด็กคนหนึ่งอย่างเต็มที่ เป็นเครื่องการันตีความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เนื่องจากสมองและอัฉริยภาพของเด็กเป็นสิ่งที่สร้างได้ พัฒนาได้แ ละหากเราให้เวลาอย่างถูกต้อง จะพบว่าผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ามหาศาลจริงๆ เหมือนอย่างที่มีคนพูดไว้นานแล้วว่า สมองเด็กก็เหมือนธนาคาร สอนอะไรไปในวันนี้ เราจะได้รับคืนในอีกสิบปีข้างหน้าพร้อมดอกเบี้ยทบต้น ดังนั้นวันนี้จะใส่อะไรลงไป คงต้องเลือกให้ดีๆ

Powered by HELLO! Education