Cyberbullying เป็นการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ ที่แม้ไม่มีการปะทะให้ร่างกายต้องเจ็บปวด แต่สามารถสร้างบาดแผลในจิตใจจนอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตได้เลยทีเดียว โดยทั่วไปการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์มักพบในกลุ่มเด็กวัยเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเดียวกัน เพื่อให้เพื่อนได้อาย เสียชื่อ ไม่ได้รับการยอมรับ เช่น สร้างเพจปลอมและใส่ข้อมูลเท็จของเพื่อน ตัดต่อภาพแล้วแชร์ ทำให้เด็กถูกเพื่อนคนอื่นๆ เข้าใจผิดจนเสียความมั่นใจ ซึมเศร้าจนอาจหันไปพึ่งยาเสพติด หรือต้องการหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย

ผศ.ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการ จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงานวิจัยเกี่ยวกับ cyberbullying ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย กล่าวว่า “เด็กไทยเมื่อมีปัญหาถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ อันดับแรกจะบอกเพื่อนก่อน สองคือบอกครู และจะบอกพ่อแม่เป็นคนที่สาม สะท้อนว่าเด็กไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะหนึ่ง กลัวโดนดุ สองคือ พ่อแม่รู้แล้วจะช่วยอะไรได้ รู้แล้วก็บ่น จากผลการวิจัยในเด็ก 2,500 คนจะได้คำตอบลักษณะนี้ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย และจะไม่เกิดขึ้นแน่ถ้าพ่อแม่อยู่เคียงข้างลูกเสมอไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

พ่อแม่ต้องเสียสละปรับสุขภาพจิตตัวเอง ยอมเหนื่อยช่วงชีวิตเดียวจนลูกอายุ 11 – 12 แล้วเราปล่อยเขาไป ดีกว่าทิ้งขว้างช่วงเวลานี้แล้วเลี้ยงไม่โตไปทั้งชีวิต คือลูกไม่กล้าออกไปไหน หรือออกไปแล้วเอาปัญหากลับมาให้กลุ้มใจเป็นระยะๆ” นอกจากนี้พ่อแม่ควรหันมาดูแลลูกอย่างเข้าใจ เพราะอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแต่ด้านร้ายอย่างเดียว แต่หากใช้อย่างฉลาดก็สร้างโอกาสที่ดีเกิดขึ้นแก่ตนเองและสังคมได้มาก เรามีข้อแนะนำ 6 ข้อที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ

อย่าปล่อยให้ลูกเป็นเหยื่อ Cyberbullying

ตั้งกติกาออนไลน์

พ่อแม่ควรตั้งกฎการใช้อินเทอร์เน็ตกับลูก เช่น ลูกต้องขออนุญาตก่อนจะดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ให้พ่อแม่ร่วมตั้งข้อมูลและตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและค่าความปลอดภัย เช่น Youtube มีฟังก์ชั่นให้จำกัดเด็กวัย 13 ปีขึ้นไปใช้งาน หรือ GooglePlay จำกัดเนื้อหาในการดาวน์โหลดหรือสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้

ห้ามเผยรหัสผ่าน

พาสเวิร์ดต่างๆ เป็นข้อมูลส่วนตัวลับสุดยอดที่ห้ามบอกคนอื่น นอกจากพ่อแม่รู้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือแฟน ปิดประตูความเสี่ยงที่คนอื่นจะเจาะข้อมูลหรือสวมรอยใช้ข้อมูลในทางที่ไม่ดี

อย่าปล่อยให้ลูกเป็นเหยื่อ Cyberbullying

มารยาทในอินเทอร์เน็ต

นอกจากต้องมีมารยาทในการเข้าสังคมแล้ว พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกมีมารยาทในการเข้าในสังคมออนไลน์ด้วย เช่น ไม่โพสต์ภาพหรือข้อความที่อาจสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น หรือคิดทบทวนก่อนโพสต์สิ่งใดๆ ในโลกออนไลน์

ใช้แอพพลิเคชั่นสอดส่อง

พ่อแม่อาจติดตั้งแอพเหล่านี้เพื่อช่วยดูแลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูก เช่น TimeAway ให้พ่อแม่ปิดกั้นและจำกัดแอพ รวมทั้งแสดงพิกัดที่อยู่และจัดตารางการใช้อินเทอร์เน็ตของลูก MamaBear ติดตามกิจกรรมออนไลน์ของลูก เช่น แจ้งเตือนเมื่อลูกแอดรับเพื่อนใหม่ ใช้คำต้องห้าม อัพโหลดหรือแท็กรูป และ mSpy ตามประวัติการท่องเว็บ อีเมล การเสิร์ชของลูกได้โดยต้องเสียค่าบริการรายเดือน

อย่าปล่อยให้ลูกเป็นเหยื่อ Cyberbullying

ไม่โพสต์ภาพหรือข้อมูลของลูก

พ่อแม่ไม่ควรโพสต์ภาพลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในทุกกรณี แม้จะเห็นว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นน่ารัก อยากแชร์ให้คนอื่นได้รับรู้ อย่าคิดถึงแต่แง่มุมความไร้เดียงสาของเด็ก เพราะจะกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาทำร้ายลูกได้ เช่น การทำอนาจารเด็ก การลักพาตัวเด็ก ฝรั่งเศสถึงกับออกกฎหมายเปิดให้ฟ้องร้องผู้ที่โพสต์ภาพเด็กและเยาวชนได้ เช่น ลูกฟ้องร้องพ่อแม่ที่เคยโพสต์รูปวัยเด็กของตนเพราะเป็นเหตุที่ทำให้ได้รับความอับอายเมื่อโตขึ้น

โรงพักออนไลน์

แจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม แจ้งการกระทำผิดออนไลน์และขอคำปรึกษาเรื่องความผิดด้านคอมพิวเตอร์ได้กับ “จ่าฮูก สถานีตำรวจออนไลน์” (www.tcsd.in.th) “ไซเบอร์ก็เป็นเพียงเชื้อโรคอย่างหนึ่ง ถ้าพ่อแม่สร้างคุ้มกันให้ลูกไว้ดีด้วยการให้เวลาและให้ความเข้าใจกับลูกอย่างสม่ำเสมอในช่วง 10 ปีแรกของชีวิตลูก สร้างให้ลูกรู้จักคิด มีความรับผิดชอบและมีความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น การใช้อินเทอร์เน็ตในทุกช่วงวัยของเขาก็จะเป็นประโยชน์และไม่มีอะไรที่พ่อแม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ” ผศ.ดร.วิมลทิพย์กล่าวทิ้งท้าย

Powered by HELLO! Education