มีคำพูดหนึ่งที่มักได้ยินเสมอในหมู่นักพัฒนาว่า “การจะวัดประเทศไหนว่าเจริญหรือเปล่า ให้ดูที่แผนพัฒนาประเทศว่านักการเมืองให้ความสำคัญกับเด็กมากแค่ไหน” นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับเยาวชนในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม วัฒนธรรม สุขภาพ และยิ่งโลกนี้มีเด็กน้อยลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก การเลี้ยงดูลูกจึงไม่ใช่แค่เพียงเลี้ยงเขาให้โต แต่เป็นการบ่มเพาะให้เขาพร้อมที่จะเผชิญโลกในวันข้างหน้าที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย

พัฒนาการของเด็กกับการพัฒนาสมอง

นอกจาก IQ ความฉลาด และ EQ พัฒนาการทางอารมณ์ ตอนนี้เราจะได้ยินคำศัพท์ที่เพิ่มเข้ามาอีก นั่นคือ EF ( Executive Function)  ซึ่งเป็นทักษะการทำงานของสมองระดับสูงในการกำกับควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เป็นความสามารถของสมองส่วนหน้าที่ทำงานเชื่อมโยงกับสมองส่วนอื่นๆ ที่ใช้บริหารจัดการเรื่องต่างๆ

ซึ่งช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักการวางแผน มีความมุ่งมั่น จดจำสิ่งต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ รู้จักยั้งคิด ไตร่ตรองควบคุมอารมณ์ได้ ยืดหยุ่นความคิดเป็น จัดลำดับความสำคัญในชีวิตรวมถึงความคิดริเริ่มและลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้และมีผลต่อความสำเร็จในชีวิตทั้งการงาน การเรียนและการใช้ชีวิต เรียกว่าเป็นสมองส่วนที่สำคัญมากก็ว่าได้ เปรียบได้กับ CEO ของสมองทุกส่วน และจะพัฒนาอย่างมากในช่วง 8 ปีแรกของชีวิต และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึง 20-25 ปี

เราได้คุยกับ รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าสาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาศักยภาพเด็กไทย ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยเก็บข้อมูลจากเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก จนกระทั่ง 6 ขวบ จำนวนกว่า 280 คนในกลุ่มตัวอย่างที่พ่อแม่มีการศึกษาค่อนข้างดี และอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ พบว่า

“สิ่งที่น่าสนใจมากคือกลุ่มพ่อแม่ที่มีระดับการศึกษาในเกณฑ์ที่ดีมาก แต่กลับพบว่าวิธีการเลี้ยงลูกของหลายครอบครัวทำให้เด็กมีพัฒนาการลดลง แต่บางครอบครัวก็สามารถพัฒนาเด็กดีขึ้นมากด้วยเช่นกัน” นั่นก็เพราะพวกเขามีเวลาคุณภาพร่วมกับลูกๆ แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของพัฒนาการที่ดีของเด็ก

“มีการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ พบว่าการควบคุมตัวเองเมื่ออายุสามขวบ จะเป็นตัวทำนายพฤติกรรมเมื่อโตเป็นวัยรุ่น ได้ เช่น เรียนไม่จบ ดื่มสุรา ท้องก่อนวัย ฯลฯ และพอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวก็มีแนวโน้มที่จะก่อปัญหาสังคม เช่น ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์น้อย ขาดความรับผิดชอบ ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าชีวิตในวัยเด็กมีผลอย่างมากต่อชีวิตในอนาคต”

ปฎิสัมพันธ์คือขั้นตอนสำคัญ

ไม่มีของเล่นไหนดีเท่ากับพ่อแม่คุณหมอพบว่าการที่พ่อแม่ใช้เวลาอยู่กับเด็กมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนี่ใช่เพียงแค่การมีพื้นฐานครอบครัวที่ดีหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เพียบพร้อมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างเวลาที่มีคุณภาพขึ้นภายในบ้าน

“การอยู่กับเด็กๆ ก็ต้องมีคุณภาพด้วย นั่นคือต้องพูดคุยกัน สร้างการเล่นอย่างมีคุณภาพขึ้นมา” การเล่นอย่างมีคุณภาพในนิยามทางการแพทย์ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า ‘เล่นให้สนุกโดยเริ่มจากความสนใจของลูก’ และเลือกรูปแบบการเล่นให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กๆ

“หัวใจหลักของการเล่นนั้นอยู่ที่การเล่นให้เด็กรู้สึกสนุก เป็นผู้ริเริ่ม ผ่อนคลาย ปลอดภัยไม่เครียด คุยกัน มองหน้ากัน สบตากัน ทุกๆ ครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก เซลล์ประสาทจำนวนมากมายจะถูกเชื่อมโยงต่อกันไปมา ทุกครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูก

จะก่อให้เกิดการกระตุ้นให้เด็กสร้างพัฒนาการทางด้านเครือข่ายของระบบประสาท ระบบสมอง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเล่นด้วยกัน

คุณหมอย้ำว่าทุกปฏิสัมพันธ์ที่พ่อแม่ทำกับลูกจะเพิ่มโครงข่ายให้กับสมองลูกโดยอัตโนมัติ และอาจมีมากกว่าหนึ่งล้านโครงข่ายในแต่ละวินาทีในเด็กเล็กๆ ฉะนั้นการเล่นที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยก็ได้ นอกจากพ่อแม่

ล้วหากเราต้องการตัวช่วย ของเล่นแบบไหนที่เหมาะกับเด็ก

หากเราต้องการตัวช่วยในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ คุณหมอแนะนำว่า ของเล่นอย่างหนึ่งที่เหมาะที่สุดก็คือ “นิทาน” โดยเฉพาะนิทานที่เน้นเรื่องรูปภาพ และการเสริมสร้างจินตนาการ ซึ่งหนังสือนิทานแบบนี้เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้ใช้จินตนาการ ไม่น้อยไปกว่าลูก ของเล่นนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อพ่อแม่ถ่ายทอดจินตนาการนั้นๆ ไปสู่ลูก เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ส่งเสริมพัฒนาการซึ่งสามารถใช้ได้ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป การเล่านิทานจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก พ่อแม่ต้อง “เล่า” ไม่ใช่ “อ่าน” แบบตรงตัวอักษร แต่ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปเพื่อให้กระตุ้นเด็กจินตนาการตาม เน้นทำเสียงขึ้นลงขึ้นลง และยังสามารถเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ เพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการมากขึ้น

นอกเหนือจากคุณหมอแล้ว เรายังมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์เจ็ท-พิเศษ วิรังคบุตร อาจารย์ประจำ School of Global Study มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาด้านการออกแบบแห่งสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย อาจารย์พิเศษมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับของเล่นมาแล้วทั้งในไทยและในระดับสากล ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเลือกของเล่นให้กับเด็กๆ ว่า

“หัวใจสำคัญของการเล่นคือการสร้างปฎิสัมพันธ์ ของเล่นเป็นเพียงความหมายหนึ่งของการสร้าง sensory ให้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เด็กเล็กๆ ที่นอนนิ่ง ทำได้แค่มองไปมองมาเท่านั้น ของเล่นบางอย่างก็ช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสของเขาทำงาน เช่น โมบายที่แขวนอยู่เหนือเปลหรือของที่สามารถจับสัมผัสได้เพื่อเพิ่มพัฒนาการ เป็นเรื่องของการเปิดโลกให้เด็ก สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเด็กกับโลกใหม่ที่เขาเพิ่งจะค้นพบ เพราะทุกอย่างสำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ คือของใหม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นของเล่นสำหรับเด็กจึงเป็นเรื่องของ shape and form ซึ่งหากมาถูกที่ถูกเวลาและผนวกกับการเล่นก็จะสามารถเพิ่มพัฒนาการของเขาได้

“และเมื่อถึงวัยที่เขาพร้อมจะแยกแยะสิ่งต่างๆ ในช่วงสี่ขวบขึ้นไป เขาก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น ฉะนั้นยิ่งพ่อแม่ใส่ใจ เขาก็จะยิ่งเปิดโลกใหม่ได้มากขึ้น ที่สำคัญคือพ่อแม่อย่ายัดเยียดให้เด็กจนเกินไป

“สำหรับผมในแง่ของนักออกแบบพบว่า ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ ตัวต่อเป็นบล็อกๆ อย่างเช่นเลโก้ นี่แหละครับถือเป็น ultimate toy โดยแท้ ต้วต่อเหล่านี้เสริมสร้างจินตนาการของเด็กได้ไม่รู้จบ”

หรือของเล่นที่เป็น Multi-Generation Interaction Toy ซึ่งเป็นรูปแบบของเล่นที่เน้นให้คนหลากหลายวัยสามารถเล่นด้วยกันได้ เป็นการสร้างเงื่อนไขให้คนต่างเจนเนอเรชั่นในครอบครัวได้มีปฎิสัมพันธ์ร่วมกัน ซึ่งในประเทศไทยเราถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการวิจัยและพัฒนาของเล่นสำหรับเด็กก้าวหน้ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน และมีการส่งเสริมการวิจัยคิดค้นและผลิตอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

ปัจจุบันของเล่นยุคใหม่พยายามใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดของเล่นยุคเก่าๆ เช่น การนำมาอยู่ในแท็ปเล็ตหรือการประยุกต์เอาเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ใส่เข้าไปในของเล่นแบบเดิม เพื่อให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น เป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างเทคโนโลยีกับของเล่นในแบบเดิม

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่เรากำลังบอกว่าการให้เด็กเข้าใกล้เทคโนโลยีเร็วเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ก็ดูเหมือนว่าเราจะหนีมันไม่พ้น เราจะหาจุดสมดุล หรือจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างไรดี ติดตามอ่านได้ในเรื่อง เมื่อจอคือภัยคุกคามเด็ก

Powered by HELLO! Education