เบื้องหลัง ความสำเร็จ ของ ดร.นิธินาถ สินธุเดชะ เตลาน หรือ ดร.ปุ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเอเบิล พลัส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรบุคคล และบริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด อดีตอักษรศาสตรบัณฑิตรั้วจุฬาฯ ปริญญาโทด้านการสื่อสาธารณะ ประชาสัมพันธ์ กับด้านการบริหารและนโยบายขององค์กร จาก Boston university ปริญญาเอกด้านการพัฒนาองค์กรและบุคลากร จาก Boston University

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความร่วมมือกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่และคุณครู เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนอย่างเธอ ลองดูสิว่าเธอเปลี่ยนปมด้อยในอดีตเป็นปมเด่นในปัจจุบันที่เธอเขียนไว้ด้านล่างนี้ได้อย่างไร

“ปุ้ม ยูมีปัญหาเรื่องการเรียนตอนเด็กๆ” โอ๊ะโอ คุณพี่ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านผลวิเคราะห์ลายมือซึ่งสื่อการทำงานของสมองชาวมาเลเซียทักขึ้นมามันโดนจริงๆ แม้ว่าคำถามนี้ไม่น่าจะเป็นคำถามสำหรับคนที่เรียนมาถึงขนาดนี้ “รู้ได้ยังไงเนี่ย” คิดในใจดังๆ แล้วภาพในอดีตก็หวนกลับมา…

“อ่านให้หน่อยสิ” พ่อพูดพร้อมกับยื่นหนังสือพิมพ์มาให้อ่าน “เอาหนังสือเรียนมาให้ลูกดีกว่าสนุกกว่า หนังสือพิมพ์ไม่สนุก” รีบไปหยิบหนังสือเรียนการอ่านมายื่นให้พ่อโดยด่วน “พ่ออยากให้อ่านหน้าไหน” พ่อเปิดมาหน้าหนึ่ง ชี้ย่อหน้าที่สอง “พ่อจ๋า” ให้อ่านก็เอาทั้งหน้า ห้ามให้อ่านทีละนิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง” กล้าพูดนะ ในที่สุดพ่อยอมให้เราเลือกหน้าที่อยากอ่าน เสียงอ่านเจื้อยแจ้ว โดยไม่มองหนังสือ มือก็วาดรูปไปพลางอย่างเมามันส์

พ่อหยิบหนังสือไปดู สิ้นเสียงลูกคือคำสุดท้ายของหน้าพอดิบพอดี บ้านเงียบกริบไม่มีคำชมเชยจากพ่อหรือแม่ พ่อทำหน้าตะลึง “แม่…ลูกอ่านหนังสือไม่ออก” คล้ายกันแหละพ่อ “จำกับอ่าน” ลูกพยายามปลอบใจ แต่ไม่เป็นผล ทุกคนตื่นตะลึงอยู่อย่างเดิม เพราะเวลานั้นอายุ 5 ขวบ อนุบาล 2 แล้ว เพื่อนทั้งชั้นอ่านออกเขียนได้กันหมดแล้ว

แม่เริ่มประมวลเหตุการณ์ว่า ลูกมีอาการไม่อยากไปโรงเรียนขั้นรุนแรง ร้องไห้ทุกวันไม่เคยพลาด อ้างเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดเวลา สามารถบิลด์อารมณ์เป็นไข้ได้ทุกครั้ง คุณครูแนะนำแม่ให้เอาลูกไปทดสอบ IQ 40 ปี ที่แล้วยังไม่มีวิธีการวัด Learning Disorder แต่ผลวัด IQ ออกมาเป็นปกติ สูงกว่าเด็กทั่วไป เรื่องการเรียนรู้ก็ดูปกติ แล้วอะไรกันเนี่ย

แม่ท่าทางกลุ้มเพราะเป็นครู ทุกครั้งที่สอบสิ้นเทอมแม่ไม่เคยต้องถามว่าได้ที่เท่าไร ถามแต่ว่ามีนักเรียนกี่คนได้ที่เท่านั้นแหละ แต่หนูน้อยคนนี้มีความสุขกับการเป็นที่สุดท้ายเพื่อคุณครูจะได้รู้ว่ามีนักเรียนกี่คน แม่พยายามปลอบใจตัวเองด้วยภาษิตโบราณว่าลูกครูโง่ แต่ไม่เคยสักครั้งที่แม่หริอพ่อจะทำลายความมั่นใจของลูก คงแอบคิดเงียบๆ แต่มาเฉลยตอนโต

แม่ถามหลายคำถามและเริ่มติดตามพฤติกรรมการเรียนของลูกในห้อง พบเพียงแต่ว่ามีสิ่งเร้าความสนใจให้ออกนอกห้องเรียนได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนก แสงที่สาดเข้ามาในห้อง หรือคำถามที่ลูกมีในบทเรียน แต่คุณครูไม่ตอบและไม่ให้โอกาสถามหรือขจัดข้อสงสัย สิ่งที่เป็นคำถามในใจของเด็กน้อยยังอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ เมื่อมีบทเรียนใหม่ คำถามยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ดวงยังดีเมื่อย้ายไปอยู่ ป.1 โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ทุกอย่างถูกเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การหาเหตุผลกับสิ่งรอบตัว ทำให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ปัญหาของลูกถูกแบ่งปันและเริ่มแก้ปัญหากับอาจารย์ประจำชั้นที่ไม่มีวันลืม ผ.ศ.พาสินี แพ่งสภา อาจารย์พยายามปรับให้เรามีโฟกัสและสนใจอยู่กับบทเรียนมากขึ้นในขณะที่ยังไม่ได้ห้ามกับการสนใจสิ่งรอบตัว

40 ปีผ่านไป หลังจากมีโอกาสเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ ซึ่งสื่อการทำงานสมองและการเรียนรู้พบว่า เด็กที่มีลายนิ้วมือและกระบวนการทำงานของสมองอย่างนี้เป็นคนที่ไวเรื่องของเสียงและภาพ ดังนั้นจึง Distract หรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย และคิดต่อเร็วทำให้ความคิดฟุ้งไปได้ไกลมาก

ดังนั้นสิ่งที่อาจารย์และแม่ช่วยกันพัฒนาคือ การดึงให้อยู่กับบทเรียนและวินัยการอยู่ในห้องเรียน ด้วยการถามคำถามเพื่อให้เราต่อยอดทางความคิดจากเรื่องเดียวรวมทั้งการดึงความสนใจทีละเรื่อง เช่น พออ่านหนังสือออก แม่จะให้อ่านสั้นๆ ประมาณ 1 หน้า และถามเพื่อถกกันเรื่องที่อ่านในหน้านั้นๆ แล้วค่อยขึ้นหน้าใหม่ หรือถ้าอยากลองอะไรแผลงๆ เช่น อ่านหนังสือกลับหัว เอาเท้าคีบของ เรียนบทเรียนต่างๆ ในหนังสือใหม่ แม่ก็ยอม

แต่เมื่อทำแล้วให้บอกข้อดีข้อเสียของการกระทำของเรา เพื่อให้เรายอมรับกับแนวทางปฏิบัติที่เป็นปกติ อาจารย์ให้ข้อสังเกตกับแม่ว่าเราเป็นเด็กที่เข้าใจได้ดี หากตั้งใจฟังและไม่ถูกสิ่งอื่นหรือเสียงอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น การคุยกับเพื่อน ดังนั้นการได้นั่งหลังห้องจึงลึมไปได้เลย

แต่ก่อนที่จะ “โดนบังคับ” เราจะได้รับทราบเหตุผลจากอาจารย์เสมอ พร้อมกับคำพูดที่ว่า “ปุ้มลองตั้งใจฟังดูซิ แล้วหนูจะเรียนได้ดีมากๆ ลองสักเทอมนะ” เหตุผลและการขอให้ลองทำถูกจริตกับเด็กประเภทนี้ แต่พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายอย่าได้คิดว่า ด.ญ.นิธินาถ จะเรียนดีเด่นอะไรขึ้นมากะทันหัน มันใช้เวลาอีกนานมาก มีทั้งเก่งมาก Top จนถึงห่วยที่สุด ไร้ความสม่ำสเมอ แต่แม่และอาจารย์ก็ไม่เคยท้อใจ

จนปลาย ม.2 มาถึง ม.3 เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าเรียนหนังสือคืออะไร การฝึกให้เข้าใจจากการฟังในห้องคือหนทางรอดของตนเอง นอกห้องเรียนแม่เปลี่ยนวิธีการมาเป็นเล่าเรื่องต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวให้ฟัง พร้อมถกเรื่องประเด็นหลักจากสิ่งที่แม่เล่า เพื่อฝึกให้เราตั้งใจฟังอย่างแตกฉาน พร้อมสังเคราะห์และวิเคราะห์สิ่งที่ฟัง แม่บอกว่า สุ จิ ปุ ลิ เป็นแนวทางในการสร้างปัญญา

วันนั้นยังงง แต่วันนี้ชัดเจน ยิ่งโตขึ้นทำงานทุกวันนี้บอกได้คำเดียวว่า “การฟังอย่างมีคุณภาพ” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเรียนไม่เก่ง แต่ขอให้เชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกคนมีดีในตัวเอง เพียงแต่แตกต่างกันไป ยิ่งเมื่อมาทำเรื่องการทำงานของสมองและพัฒนาศักยภาพของเด็ก ทำให้เห็นชัดเจนว่าทุกคนมีศักยภาพติดตัวมาแต่กำเนิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน บางคนถนัดฟัง บางคนจากการมองเห็น บางคนต้องทำซ้ำๆ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูคงต้องร่วมกันสังเกต การเรียนรู้ในเบื้องต้นหากตรงกับจริตเด็ก จะเพิ่มให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้อง “ลับคม” ในสิ่งที่อาจด้อยกว่าด้วยพร้อมๆ กัน

การฝึกให้มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เอื้อต่อการต่อยอดทางความคิดเชิงวิเคราะห์ เช่น การถามคำถามจากการเล่านิทาน หนังสือ และสิ่งที่พบเจอ จะทำให้ไม่มองผ่านสิ่งรอบตัวอย่างฉาบฉวย หลายครั้งที่เราพูดกันถึงแต่ “What” แต่ไม่เคยพูดถึง “Why” และ “How” ดิฉันเชื่อว่าเพราะสองคำนี้ ทำให้มาถึงทุกวันนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดีไปกว่าใคร แต่ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ปรับตัวได้ และไม่เป็นปัญหากับสังคม

ลูกเราไม่จำเป็นต้องเก่งหรือดี แต่ให้เขามีความสุขในสิ่งที่ทำและใช้ศักยภาพที่เขามีอย่างเต็มที่ การคาดหวังของพ่อแม่มีส่วนให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาเป็นได้ แต่ไม่คาดหวังในสิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น ความเข้าใจพื้นฐานสำคัญ ยิ่งอนาคตข้างหน้า อาชีพหรือวิชาชีพคงไม่มีแต่งานเดิมๆ อีกต่อไป โลกเปลี่ยนไปไกลมาก ขอเพียงความเข้าใจและการให้โอกาสในสิ่งที่เขาเป็น ความสุขและ ความสำเร็จ คงไม่ไกลเกินเอื้อม

Powered by HELLO! Education