Test หรือ การสอบวัดระดับ หนึ่งในสิ่งที่ต้องทำสำหรับการโกอินเตอร์ไม่ว่าจะเป็นการไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรียังต่างประเทศ หรือสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติในมหาวิทยาลัยบ้านเรา ซึ่งมีการสอบวัดระดับความรู้ความเข้าใจทางภาษา อย่าง TOEFL และ IELTS การสอบเพื่อวัดระดับทักษะความรู้ เช่น SAT, ACT, GMAT, GRE การสอบแบบไหน คืออะไร ใช้สำหรับศึกษาต่อในระดับใดบ้าง เรามีคำตอบ

การสอบเพื่อวัดระดับความรู้ความเข้าใจทางภาษา

 

 

TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

การทดสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษมาตรฐานอเมริกัน เพื่อนำคะแนนไปสมัครเรียนต่อ ปัจจุบันผลสอบ TOEFL เป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัย 9,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอังกฤษ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และในไทย

การสอบ TOEFL มีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ

  • PBT หรือ Paper Based Test การสอบและตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ อยู่ระหว่าง 310 – 677 คะแนน
  • CBT หรือ Computer Based Test การสอบและตรวจข้อสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 0 – 300 คะแนน

การสอบแบบ iBT หรือ Internet Based Test เป็นการสอบและตรวจข้อสอบด้วยคอมพิวเตอร์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อยู่ที่ 0 – 120 คะแนน เป็นการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  1. การอ่าน (Reading) จับใจความจากบทความ 3 เรื่อง ตอบคำถาม 47 ข้อ ในเวลา 60 นาที
  2. การฟัง (Listening) ฟังการสนทนาหรือบรรยาย ด้วยข้อสอบ 3 ตอน ตอนละ 10 นาที มีทั้งจับใจความสนทนาและบรรยาย เพื่อตอบคำถาม 17 ข้อ เริ่มจับเวลาเมื่อลงมือทำข้อสอบ ไม่นับรวมตอนฟัง มีเวลาพัก 10 นาที
  3. การพูด (Speaking) ผ่านไมโครโฟน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วัดทักษะการพูด มี 3 ส่วน เริ่มจากสนทนาเรื่องใกล้ตัว อธิบายบทความที่ได้ฟัง และสรุปเลกเชอร์
  4. การเขียน (Writing) ด้วยการพิมพ์ผ่านแป้นพิมพ์ เริ่มจากอ่านและฟังบทสนทนาเพื่อเขียนตอบคำถามโดยความยาวขั้นต่ำ 170 คำ ส่วนที่ 2 อ่านบทความสั้นแสดงความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 300 คำ

โดยจะแบ่งคะแนนเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 30 คะแนน รวมเป็น 120 คะแนน มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา ต้องการผลคะแนน TOEFL ที่สูงกว่า 100 คะแนนขึ้นไป ผลสอบจะทราบได้ภายในระยะเวลา 14 วัน และคะแนนที่ได้จะมีอายุใช้งานเป็นเวลา 2 ปี

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ TOEFL ได้ที่

  • www.ets.org
  • สมัครผ่านศูนย์ศึกษาต่อ AES:TOEFL Thai Center แจ้งวัฒนะ โทร.0-2583-9024, 088-241-1541
  • อีเมล aesstudy@gmail.com โดยคิดค่าบริการราว 30 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนศูนย์สอบในไทยสามารถติดต่อ ได้ที่

  • สถาบันการศึกษานานาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (IIE) ชั้น 6 อาคารมณียาเซ็นเตอร์เหนือ 518/3 .เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 (ลงบีทีเอสชิดลม ทางออก 2)
  • โทร.0-2652-0653 แฟกซ์ 0-2652-0633 อีเมล SEAinfo@iee.org
  • เว็บไซต์ iie

IELTS (International English Language Testing System)

เป็นการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่แพร่หลายที่สุดทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับขององค์กรและสถาบันการศึกษากว่า 8,000 แห่งทั่วโลก การสอบ IELTS มี 2 ลักษณะ คือ General Training Module ซึ่งต้องการนำผลการทดสอบไปรับการฝึกอบรม หรือใช้เพื่อการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ และ Academic Module

เป็นการสอบเพื่อนำผลสอบไปใช้ในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และไทย รูปแบบการสอบ IELTS ประกอบด้วยการทดสอบทักษะทางภาษาอังกฤษ 4 ด้าน ได้แก่

  1. การฟัง (Listening) ตอบคำถามตามคำสั่งและบทสนทนา ต่างจาก TOEFL ตรงที่ได้เห็นโจทย์ก่อน
  2. การพูด (Speaking) สนทนาถามตอบกับคนต่างชาติ (ไม่ใช่กับคอมพิวเตอร์แบบ TOEFL) ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที เริ่มจากแนะนำตัว ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่กำหนด
  3. การอ่าน (Reading) จับใจความและตอบคำถาม มีบทความแนววิชาการให้อ่าน 3 – 4 เรื่อง ตอบคำถามโดยเติมคำในช่องว่าง เลือกถูกผิด และทำข้อสอบ multiple choice ในเวลา 20 นาที
  4. การเขียน (Writing) เขียนบรรยายกราฟและเรียงความ มีทั้งเขียนบรรยายสิ่งที่เห็นและแสดงความคิดเห็นต่อหัวข้อที่กำหนด

คะแนนที่ได้จะมีตั้งแต่ 1 – 9 คะแนน หากต้องการนำผลคะแนนไปสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ควรได้ไม่ต่ำกว่า 5.5 และไม่ต่ำกว่า 6.5 ในระดับปริญญาโท จะทราบคะแนนสอบทางออนไลน์ ภายใน 13 วัน คะแนนจะมีอายุการใช้งานนาน 2 ปี

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสอบ IELTS ได้ที่

www.britishcouncil.or.th ปัจจุบัน British Council จัดสอบ IELTS ในประเทศไทยถึง 4 แห่งครอบคลุมจังหวัดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ส่วนการลงทะเบียนและสมัครสอบนั้นทำได้ 3 ช่องทางคือ

  • สมัครด้วยตัวเองที่ British Council ทั้ง 6 สาขา ค่าสมัครสอบ 6750 บาท
  • สมัครด้วยตนเองผ่านบริษัทพันธมิตรทั่วประเทศกว่า 60 แห่ง ค่าสมัครสอบ 6750 บาท
  • สมัครสอบออนไลน์ ค่าสมัคร 6440 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครสอบได้ที่ British Council

SAT (Scholastic Aptitude Test)

เป็นการสอบมาตรฐานเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา หรือการสอบแอดมิชชั่นของสหรัฐอเมริกา และใช้ยื่นสมัครเรียนต่อระดับปริญญาตรีใน

มหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติอีกหลายแห่งในไทย SAT แบ่งการทดสอบเป็น 2 ส่วน คือ SAT I และ SAT II เวลาเราพูดถึงการสอบ SAT มักหมายถึงการสอบ SAT I (Reasoning Test) ข้อสอบ SAT I แบ่งเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจะมีคะแนนเต็ม 800 คะแนน ได้แก่

  1. Critical Reading การอ่านเชิงวิเคราะห์ อ่านบทความสั้นๆ แล้วตอบคำถาม เติมประโยคให้สมบูรณ์ เพื่อทดสอบการใช้ไวยากรณ์ และความเข้าใจคำศัพท์ต่างๆ
  2. Mathematics เป็นการทดสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น Algebra, Arithmetic และ Geometry ในรูปแบบคำถามแบบ Quantitative Comparisons (QCs), Regular Math และ Grid-ins
  3. Writing ทดสอบการเขียนเรียงความ (Essay) และคำถามปรนัย เช่น การหาจุดผิดในประโยค

การให้คะแนน เมื่อตอบถูกจะได้ 1 คะแนน ตอบผิดหัก 0.25 คะแนน ถ้าไม่ตอบไม่เสียคะแนน ยกเว้นคณิตศาสตร์ที่ให้เติมคำตอบเอง ถ้าตอบผิดไม่มีการหักคะแนน จุดเด่นของ SAT I คือการจับเวลา ทำให้มีเวลาคิดน้อย มีเวลาทำข้อสอบ 3 ชั่วโมง คะแนนส่วนละ 800 คะแนน รวม 2,400 คะแนน ระดับคะแนนที่แต่ละสถาบันตั้งไว้แตกต่างกัน ผู้สอบควรศึกษาข้อมูลให้ดี

ค่าสมัครสอบประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าธรรมเนียมสอบต่างประเทศ 31 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 81 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้ผลคะแนน 4 ฉบับ สำหรับยื่น 4 มหาวิทยาลัย หากต้องการมากกว่านั้นคิดเพิ่มฉบับละ 11 ดอลลาร์สหรัฐ ลงทะเบียนสอบออนไลน์และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ collegeboard

SAT II (Scholastic Aptitude Test II)

หรือ SAT Subject Tests เป็นการทดสอบเพื่อประเมินความรู้เฉพาะวิชา แยกย่อยเป็น 20 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศ แต่ละวิชาจะเป็นการสอบแบบปรนัย เต็ม 800 คะแนน ผู้สมัครสอบจะเลือกสอบในวิชาที่ต้องนำผลคะแนนที่ได้ไปยื่นสมัครในมหาวิทยาลัยที่ตนสนใจ ผลคะแนนสอบ SAT จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ SAT ได้ที่ www.collegeboard.org

ACT (American College Testing)

ใช้สำหรับยื่นสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาได้ด้วยเช่นกัน และใช้ผลคะแนน ACT ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติในบ้านเราได้บางแห่ง เช่น หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ SIIT สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสอบ ACT แบ่งเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนมีคะแนนเต็ม 36 คะแนน คือ

  1. English สอบวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อทดสอบความถูกต้องในการใช้ไวยากรณ์
  2. Mathematics สอบทักษะความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น ความรู้ความเข้าใจในการแก้โจทย์ปัญหา
  3. Reading ทดสอบการอ่านเชิงวิเคราะห์ เช่น จับใจความ การเชื่อมโยง เปรียบเทียบในเนื้อเรื่องที่อ่าน
  4. Science ทดสอบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ในสาขาต่างๆ เช่น Earth Science, Physical Science และ Biology
  5. Writing ทดสอบทักษะการเขียนเรียงความ (Essay)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ ACT ได้ที่ www.actstudent.org

GMAT (Graduate Management Admission Test)

เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความสามารถผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป เช่น สมัครสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ เช่น หลักสูตร MBA, Marketing และ Finance ข้อสอบ GMAT มีด้วยกัน 3 ส่วน มีคะแนนเต็ม 800 คะแนน

  1. Analytical Writing Assessment Section เขียนเรียงความ (Essay) 2 เรื่อง หยิบประเด็น แสดงความคิดเห็น (Analysis of an Issue) และวิเคราะห์โต้แย้งให้เหตุผล (Analysis of an Argument) ใช้เวลาส่วนละ 30 นาที มีช่วงคะแนน 0 – 6
  2. Quantitative Section ทดสอบทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์ แก้โจทย์ปัญหา และทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูล เป็นข้อสอบปรนัย 37 ข้อ ภายในเวลา 75 นาที แบ่งเป็นคำถามประเภทแก้ปัญหา (problem solving) 24 ข้อ และคำถามแนว data sufficiency อีก 13 ข้อ มีช่วงคะแนน 0 – 60
  3. Verbal Section ทดสอบทักษะทางภาษาอังกฤษ อ่านจับใจความแล้วตอบคำถาม ทดสอบหลักการใช้ไวยากรณ์ และการใช้เหตุผล มีจำนวน 41 ข้อ ใช้เวลา 75 นาที แบ่งเป็นการอ่านบทความแล้วตอบคำถาม 14 ข้อ การวิเคราะห์บทความ 14 ข้อ และไวยากรณ์อีก 13 ข้อ มีช่วงคะแนน 0 – 60

สามารถสมัครสอบ GMAT ได้มากกว่า 1 ครั้ง ในรอบหนึ่งเดือน แต่ไม่สามารถสมัครสอบได้เกิน 5 ครั้ง ในรอบ 12 เดือน สามารถเก็บคะแนนไว้ใช้ได้ถึง 5 ปี

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ GMAT ได้ที่ www.mba.com ค่าสมัครสอบอยู่ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบอยู่ 2 แห่ง กรุงเทพฯ:

  • Pearson Professional Centers ชั้น 10 อาคาร Bangkok Business .สุขุมวิท 21 โทร.0-2664-3563 (บีทีเอสอโศก ทางออก 4)
  • เชียงใหม่: A&A Neo Technology .มณีนพรัตน์ .เมือง .เชียงใหม่ โทร.0-5322-7500-2

GRE (Graduate Record Examination)

สอบเพื่อสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทขึ้นไป

ในทุกสาขายกเว้นสาขาบริหารธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ General Test และ Subject Test

1.General Test เป็นการทดสอบการใช้เหตุผลและภาษา แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • Quantitative ทดสอบความรู้ความเข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ต่างๆ ประกอบด้วย Algebra, Arithmetic, Geometry, Data Analysis
  • Verbal Reasoning ทดสอบการวิเคราะห์และประเมินบทความ วิเคราะห์ความเชื่อมโยงในส่วนต่างๆของประโยค
  • Analytical Writing ทดสอบความสามารถการเขียนเชิงวิเคราะห์และนำเสนอแนวคิด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือหยิบยกประเด็น แสดงความคิดเห็น (Issue) และวิเคราะห์โต้แย้ง ให้เหตุผล (Argument)

2. Subject Test สอบวัดความสามารถเฉพาะทางของผู้มีความรู้ระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือมีพื้นฐานใน 7 สาขาวิชาที่จัดสอบ ได้แก่

  • Biochemistry
  • Cell and Molecular Biology
  • Biology
  • Chemistry
  • Literature in English
  • Mathematics
  • Physics
  • Psychology

ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง การสอบ GRE ในประเทศไทยมีทั้งการสอบแบบ Computer-Based (ในกรุงเทพมหานคร) และการสอบแบบ Paper-Based (ในกรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่) ทราบผลคะแนนหลังการสอบ 10 – 15 วัน หากยังไม่ตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัย เก็บผลคะแนนไว้ใช้ได้อีก 5 ปี หรือหากไม่พอใจผลคะแนนสามารถสอบได้บ่อยถึงปีละ 5 ครั้ง โดยเว้นระยะครั้งละ 30 วัน

ศึกษารายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.ets.org/gre และที่ www.iie.org/Offices/Bangkok-Thai/Contacts

IGCSE (International General Certificate of Secondary Education)

หรือการสอบเพื่อรับรองคุณวุฒินักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการสอบเทียบม.ปลายในระบบอังกฤษ นักเรียนที่เรียนโรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษจะได้เริ่มทำความคุ้นเคยกับข้อสอบนี้ในระดับ Year 10 และ Year 11

เพื่อเป็นการปูพื้นฐานสำหรับศึกษาต่อในอังกฤษหรือที่อื่นที่ต้องการผล IGCSE โดย IGCSE มีการออกแบบเนื้อหารายวิชาที่เป็นสากลผ่านการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติครอบคลุม 5 รายวิชาอันได้แก่ ภาษา ศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ เทคนิคและวิชาชีพ

หลักสูตร IGCSE มีทั้งสอบพูดและฟังนอกตำรา มี 2 ระดับ คือ Core และ Extended

  • ระดับ Core เป็นการสอบกว้างๆ ในแต่ละรายวิชาตามระดับความสามารถของนักเรียนส่วนใหญ่ เกรดเฉลี่ยวัดเป็น C, D, E, F นักเรียนที่สอบผ่านจะได้รับประกาศนียบัตรที่ได้รับการยอมรับเทียบเท่ามาตรฐาน IGCSE
  • ระดับ Extended เป็นการติวเข้มแบบเจาะลึก มีเกรดตั้งแต่ A, B, C, D, E, F, G ต้องสอบได้เกรด C ขึ้นไปจึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • www.britishcouncil.or.th
  • โทร.0-2657-5678 (กรุงเทพฯ) หรือ 0-5324-2103 (เชียงใหม่)

AP (Advanced Placement)

เป็นแบบทดสอบให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายได้ทดสอบตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของอเมริกาและแคนาดา ข้อดีคือนักเรียนมีสิทธิเข้าสอบแม้จะไม่ได้ผ่านการเรียนแบบ AP มาก่อน หรือนักเรียนแบบ Home School

จัดสอบโดย College Board เป็นองค์กรที่จัดสอบ SAT โดยมีข้อสอบให้เลือก 37 วิชา ประเมินผล 5 ระดับ คือ 5,4,3,2 และ 1 มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับคะแนนที่ 4 หรือ 5 บางแห่งรับคะแนนที่ 3 ด้วย แต่นักเรียนต้องใช้คะแนน SAT และ ACT (การสอบวัดความรู้ที่เรียนมาในไฮสคูล มีข้อสอบวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย) ประกอบด้วย

หลังจากได้รับการตอบรับแล้ว นักเรียนไม่จำเป็นต้องลงเรียนวิชา AP ที่เลือกสอบไปซ้ำอีก และสามารถใช้เป็นหน่วยกิตสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยได้เลย โดยจะสอบปีละครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ค่าสมัครสอบคิดเป็นรายวิชา (อาจเปลี่ยนแปลงตามประเทศที่จัดสอบ)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.collegeboard.org/

IB (International Baccalaureate หรือ The IB Diploma Program)

ปัจจุบันเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนใน 125 ประเทศ หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรนานาชาติเป็นหลักสูตร 2 ปีสำหรับนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก หลักสูตรนี้มีในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของไทย

โครงสร้างหลักสูตรประกอบไปด้วย 6 กลุ่มวิชา ได้แก่

  • Language A1
  • Individual and Societies
  • Mathematics and Computer Science
  • The Arts
  • Experimental Science
  • Second Language

โดย 3 กลุ่มวิชาจะถูกจัดให้เป็นกลุ่มวิชาระดับสูง (Higher Level) ต้องเรียนไม่ต่ำกว่า 240 ชั่วโมง อีก 3 กลุ่มวิชาจะถูกจัดเป็นวิชาพื้นฐาน (Standard Level) เรียนไม่ต่ำกว่า 150 ชั่วโมง

วิชาแกนหลักแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  1. Extended Essay เขียนเรียงความขนาดความยาว 4,000 คำ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นคว้าวิจัยในหัวข้อที่สนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียนที่ต้องใช้ในระดับมหาวิทยาลัย
  2. Theory of Knowledge เรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมเพื่อรู้จักและเข้าใจความต่างของวัฒนธรรมอันหลากหลาย
  3. Creative, Action, Service (CAS) ให้นักเรียนใช้ศิลปะเป็นงานอดิเรก เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เพื่อให้ใช้ชีวิตในสังคมนอกโรงเรียนอย่างมีความสุข

การจะผ่านหลักสูตร IB Diploma ผู้เรียนต้องสอบผ่าน 6 วิชา แบ่งเป็นอย่างน้อยหนึ่งวิชาจากกลุ่ม 1 ถึง 5 และอีกหนึ่งวิชาจากกลุ่ม 1, 2, 3, 4 หรือ 6 มีอย่างน้อย 3 วิชาที่สอบแบบ Higher Level

การจัดสอบ IB จะมีพร้อมกันทั่วโลกปีละ 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายน หากสอบไม่ผ่านจะสามารถสอบใหม่ได้ไม่เกิน 3 ครั้ง นักเรียนที่มีสิทธิ์สอบ IB ต้องเป็นนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนระบบ IB เท่านั้น หากไม่ใช่ จะต้องเรียนเพิ่มเติม

โดยมีคุณสมบัติดังนี้

  • อายุ 16 – 18
  • ปีที่จบการศึกษาระดับ ม.2 ผ่านการสอบ IGCSE  5 กลุ่มวิชาโดยได้เกรด C หรือสูงกว่า (โดยมีวิชาคณิตศาสตร์) หรือเทียบเท่า
  • ต้องสอบวัดผลทางภาษาได้ตามเกณฑ์ดังนี้ IELTS 5.5/ TOEFL 194 (CBT) หรือ 71 (IBT) เป็นอย่างน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม

Powered by HELLO! Education