“เพื่อนทุกคนก็มีกันทั้งนั้น” อาจเป็นประโยคที่คุณได้ยินบ่อยๆ จากลูกวัยทีน ซึ่งนับวัน อายุเฉลี่ยของเด็กที่เป็นเจ้าของ สมาร์ทโฟน เครื่องแรกก็ยิ่งลดน้อยลงทุกที จนล่าสุดอยู่ที่ 10.3 ขวบ ทำให้เกิดแคมเปญ “Wait until 8th” หรือ “รอจนขึ้นเกรด 8” ขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อกลุ่มพ่อแม่ของเด็กชั้นเดียวกันอย่างน้อย 10 ครอบครัวตกลงใจที่จะให้ลูกๆ ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องแรกได้ก็ต่อเมื่อลูกขึ้นเกรด 8 หรืออายุประมาณ 13 ปีแล้วเท่านั้น

วิธีนี้ช่วยให้ทั้งเด็กๆ และพ่อแม่ไม่รู้สึกกดดันว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวที่ยังไม่ให้ลูกใช้สมาร์ทโฟน แต่ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจมอบสมาร์ทโฟนเครื่องแรกให้ลูกเมื่อไหร่ นี่คือ 7 สิ่งที่ควรถามตัวเองก่อนจะมอบอิสรภาพบนโลกออนไลน์ให้ลูกรักของคุณ

ลูกของคุณ “พร้อม” แล้วหรือยัง

พร้อมในที่นี้หมายถึงเขามีความรับผิดชอบมากพอที่จะดูแลโทรศัพท์แล้วหรือยัง เช่น ไม่เผลอวางทิ้งไว้ที่ไหนง่ายๆ ถ้าคำตอบคือใช่ คำถามถัดไปคือเขารู้จักแยกแยะข้อมูลทั้งดีและไม่ดีที่เขาจะสามารถเข้าถึงได้แค่ปลายนิ้วคลิกแล้วหรือยัง

บทเรียนออนไลน์

อย่าลืมสอนมารยาทในการใช้โซเชียลเน็ทเวิร์กและสิ่งที่ลูกควรรู้เมื่อใช้งานออนไลน์ คุยกับเขาเรื่องการรังแกกันบนโลกไซเบอร์ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย และสิ่งที่เขาต้องทำหากต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ

ที่ว่ามานี้ และถ้าเป็นไปได้ คุณควรจะเป็นเพื่อนกับลูกบนเฟซบุ๊คหรือฟอลโลว์เขาทางทวีตเตอร์หรืออินสตาแกรม ตลอดจนแพลทฟอร์มอื่นๆ ที่เขาใช้งาน โดยคอยส่องเขาอยู่ห่างๆ แบบไม่กระโตกกระตากแบบเดียวกับที่คุณทำในโลกออฟไลน์

ทำสัญญา

แค่สัญญาใจคงไม่เพียงพอ ขอแนะนำให้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วลงชื่อยอมรับร่วมกัน เช่น ตกลงกันว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ยังคงเป็นของพ่อแม่อยู่ เพราะฉะนั้นในการจะซื้อแอพ ยังคงต้องให้พ่อแม่เป็นคนใส่พาสเวิร์ดให้อยู่ ช่วงเวลาที่ลูกสามารถใช้โทรศัพท์ได้และเมื่อหมดเวลาต้องเอาโทรศัพท์ไปเก็บหรือไปชาร์จไฟที่ไหน

และอย่าลืมตกลงกันว่าพ่อแม่ยังมีสิทธิที่จะลบข้อมูลทั้งหมดหรือจำกัดการใช้งานหรือแม้แต่ปิดเบอร์เป็นการถาวรได้ หากลูกแสดงให้เห็นว่ายังไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้อย่างมีความรับผิดชอบมากพอ ที่สำคัญ ควรตกลงกันไว้ก่อนเลยว่าถ้าโทรศัพท์หาย จะทำยังไง

ติดตั้งแอพประเภท Parental Control

แอพประเภทนี้ช่วยให้พ่อแม่ควบคุมการใช้งานโทรศัพท์ตลอดจนการเข้าถึงโลกออนไลน์ของลูกได้ อย่าง Kidgy หรือ mSpy บางแอพยังฉลาดมากพอที่จะแจ้งให้คุณทราบเมื่อมีการใช้คำพูดที่สุ่มเสี่ยงในข้อความหรือในโซเชียลมีเดียด้วย อย่างน้อยคุณจะได้รู้ถึงสัญญาณเตือนใดๆ ที่บ่งบอกว่าลูกของคุณอาจถูกรังแกหรือถูกคุกคามทางเพศ ตลอดจนหากมีการคิดสั้นใดๆ เกิดขึ้นตาม

อย่าใช้วิธียึดโทรศัพท์เป็นบทลงโทษ

คุณอาจรู้สึกว่าการยึดโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน คืนจากลูกเวลาที่เขาไม่ทำตามเงื่อนไขนั้นเป็นการดัดนิสัยที่ดี แต่ความจริงไม่ใช่เลยเพราะนั่นอาจทำให้ลูกไม่วางใจพอที่จะบอกข้อมูลสำคัญกับคุณ ซึ่งถ้าลูกรู้สึกอึดอัดใจที่จะบอกคุณเวลาที่มีคนส่งข้อความหรือรูปที่ไม่เหมาะสมมาให้เขา คุณจะไม่มีวันทราบว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกๆ ได้เลย

สอนลูกให้รู้จักวางโทรศัพท์บ้าง

ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง  เพราะถ้าคุณเองยังก้มดูหน้าจอตลอดเวลาที่อยู่บ้าน ก็อย่าหวังว่าจะสอนลูกๆ ได้ลองกำหนดเวลาอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงว่าจะไม่มีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหรือโทร.โดยเด็ดขาด แล้วใช้เวลานั้นอย่างมีคุณภาพด้วยกัน เช่น เล่นเกมกระดานหรือพูดคุยกัน นอกจากจะกระชับสายสัมพันธ์พ่อแม่ลูกแล้ว เด็กๆ จะได้รู้สึกสดชื่นพร้อมรับวันใหม่ แทนที่จะเมาหน้าจออีกด้วย

รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย

ถ้าลูกของคุณได้เงินค่าขนมหรือเริ่มมีรายได้พิเศษ ควรให้เขามีส่วนรับผิดชอบค่าโทรศัพท์ด้วย เพื่อจะสอนให้เขารู้ว่าโทรศัพท์ไม่ใช่ของฟรีแถมมีราคาไม่น้อยและมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนตามมา วิธีนี้จะช่วยปูพื้นให้เด็กๆ เข้าใจหากวันหนึ่งเขาโตขึ้นและต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง

Powered by HELLO! Education