มาดูเทคนิคการเลือก โรงเรียนประจำ เอกชนกว่า 800 แห่งทั่วประเทศอังกฤษ ให้โดนใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกๆ

โดยรูปแบบของโรงเรียนประจำ แบ่งเป็น

  • โรงเรียนประจำสำหรับเด็กอายุ 11 – 18 ปี
  • โรงเรียนประจำสำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ปี
  • โรงเรียนประจำสำหรับเด็กอายุ 3 – 7 ปี

โรงเรียนประจำที่พอสรุปได้ คือ แบบเต็มเวลา ซึ่งโดยปกติจะเป็น 7 วันต่อสัปดาห์ มีที่พักและอาหารพร้อม แบบยืดหยุ่นหรือรายสัปดาห์ คืออยู่โรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ นักเรียนจะกลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยมีให้เลือกว่าจะพักแบบโฮมสเตย์ คือเข้าพักกับครอบครัวในชุมชน และแบบหรูระดับเดียวกับที่พักนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ส่วนขนาดขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียน โดยโรงเรียนประจำขนาดใหญ่จะมีนักเรียนมากกว่า1,000 คน เช่น Eton College หรือ Millfield  School โรงเรียนประจำขนาดกลางมีนักเรียนประมาณ 500 คน เช่น Queen Ethelburga’s College โรงเรียนประจำขนาดเล็ก นักเรียนมีประมาณไม่ถึง 150 คน เช่น Woodcote House School

โรงเรียนประจำเหล่านี้ มักอยู่ในเขตชนบทเพราะจะเป็นคฤหาสน์งดงามแยกสัดส่วนเป็น ห้องพัก โรงยิม และสถานที่พร้อมอุปกรณ์การเล่นกิจกรรมกีฬาต่างๆ โรงหนัง โรงละคร สถานที่ทำกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เพื่อให้นักเรียนไม่เบื่อ เพราะมีกิจกรรมให้เข้าร่วมในวันหยุดสุดสัปดาห์สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันกีฬา แสดงละครกลางแจ้ง แล่นเรือใบ หรือเดินเล่น ปัจจุบันโรงเรียนประจำได้รับความนิยมสูงขึ้น ทำให้ที่พักมีมากขึ้น ทันสมัยขึ้น และกว้างขวางขึ้น โดยปัจจัยในการเลือกโรงเรียนประจำมี 10 ข้อที่ควรพิจารณา ดังต่อไปนี้

1. เริ่มพิจารณาตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐาน

ข้อดีของการเรียนโรงเรียนเดียวจนจบคือ ลูกมีแนวโน้มเติบโตตามธรรมชาติในช่วงมัธยม โดยผ่านขั้นตอนการรับนักเรียนตามปกติในเดือนมกราคมส่วนต่อมาที่ต้องพิจารณาคือโรงเรียนประจำมีทั้งโรงเรียนหญิงล้วน โรงเรียนชายล้วน และโรงเรียนสหศึกษา โดยโรงเรียนชายล้วนหรือหญิงล้วนเกือบทุกโรงเรียนจะจัดให้มีการเรียนการสอนแบบสหศึกษา รวมนักเรียนกับโรงเรียนที่มีเพศตรงข้ามล้วนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้เด็กได้เผชิญโลกความเป็นจริง

นอกจากนี้สหราชอาณาจักรมีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ แต่แตกนิกาย มีเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ โรมันคาทอลิค เควกเกอร์ และยังมีศาสนายิว และศาสนาอิสลาม โรงเรียนส่วนใหญ่รับนักเรียนทุกศาสนา หากนับถือศาสนาใดอย่างเคร่งครัดสามารถปรึกษากับทางโรงเรียนได้ ปัจจุบันมีโรงเรียนศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นหลายแห่ง ทุกวันนี้โรงเรียนทุกช่วงอายุไม่มีนิกาย ไม่มีลัทธิ ให้ความเคารพแก่ผู้ที่มีศรัทธาในศาสนาอื่นๆ

การเรียนการสอนในช่วงอายุน้อยไม่ค่อยมีปัญหา ยกเว้นผู้ที่เลือกเรียนในหลักสูตร International Baccalaureate โดยช่วงอายุ 14 หรือ 15 ปี เด็กจะเริ่มแสดงศักยภาพและความชอบ ความถนัด ส่งผลถึงการเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการเลือกอาชีพ

โรงเรียนประจำโดยทั่วไปจัดให้มีวิชาตั้งแต่ 20 – 28 วิชา เป็นวิชาเกรดเอที่นักเรียนมีความประสงค์จะลงเรียนมากที่สุด โรงเรียนขนาดใหญ่จะมีวิชาให้เลือกมากกว่า แต่ไม่มีการจัดหาวิชาเฉพาะหรือวิชาปฏิบัติการศิลปะ ถ้าลูกค้นพบความสนใจเฉพาะด้านของตนเองควรหาโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนวิชาเฉพาะให้กับเขา โดยสามารถถ่ายโอนไปยังมหาวิทยาลัยได้

ปัจจัยต่อมาคือ สัดส่วนของวัน และจำนวนนักเรียนประจำ ให้ระมัดระวังหากโรงเรียนมีนักเรียนประจำน้อยกว่า 25% เพราะจะไม่ใช่โรงเรียนประจำโดยแท้จริง คล้ายโรงเรียนร้าง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ แต่ลูกคุณอยู่ในโรงเรียนตามลำพัง

2. จะทราบได้อย่างไรว่าลูกมีความสุขกับโรงเรียนประจำ

โรงเรียนประจำส่วนใหญ่มีการทดลองไปอยู่ประจำวันธรรมดาหรือในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สามารถให้ลูกทดลองใช้ชีวิตดู ให้ลูกพูดถึงโรงเรียนว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับแต่ละโรงเรียน

ถ้าคุณมีกำลังเงิน ให้เข้าไปดูที่ www.educationfees.co.uk เพื่อประกอบการพิจารณา

ควรจะสำรวจดูโรงเรียนให้เจาะลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งที่พักจริงที่ทางโรงเรียนจะจัดให้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางหัวหน้าฝ่ายบริหารจะพาชมพร้อมทั้งอธิบาย แต่ควรจะเจอะเจอพูดคุยกับผู้ดูแลหอพักด้วย และควรเข้าชมในวันที่โรงเรียนเปิดเรียน เพราะลูกจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเพื่อนนักเรียนประจำที่อยู่ที่นั่นก่อนแล้ว

3. ขอดูบันทึกผลงานทางวิชาการของโรงเรียน

มีหลายปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา เช่น เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดที่วัดความสำเร็จทางวิชาการหรือผลสอบได้ อาจตั้งเกณฑ์ตัดสินไว้พอประมาณ วิธีที่ใช้ได้มากที่สุด คือการดูจากวิทยฐานะของโรงเรียน และตัดสินว่าเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ รวมทั้งปัจจัยอื่น เช่น สถานที่ออกกำลังกายและเล่นกีฬา ภาควิชาที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และศิลปะการแสดง การสอนพิเศษ

จำไว้ว่า ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นวิชาการสูง ผู้ปกครองอาจทำให้ลูกเป็นคนไม่เอาใครได้ง่ายๆ หากพยายามเลือกโรงเรียนที่มีผลการสอบที่ดีที่สุด

4. เลือกที่พักให้ตอบโจทย์ความต้องการ

เด็กอายุน้อยที่สุดที่จะอยู่หอพักได้มักเลือกห้องพักขนาดกลางหรือหอพักขนาด 4 – 8 คน สามารถนำสิ่งอำนวยความสะดวกจากบ้านติดตัวมาด้วยได้ เช่น ผ้านวม ของเล่น และเกม เมื่ออายุมากขึ้น ห้องพักจะเปลี่ยนไปเป็นห้องแบบสองคนหรือพักคนเดียว มีบริเวณและตู้เก็บของ

บางโรงเรียนอนุญาตให้เด็กติดต่อทางบ้านผ่านอินเทอร์เน็ตได้สม่ำเสมอ ผู้ปกครองบอกว่าเด็กที่อยู่หอจะเล่าเรื่องราวให้พ่อแม่ฟังมากขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่โรงเรียนมากกว่าเด็กนักเรียนไปกลับเสียอีก ส่วนที่พักของโรงเรียนในระดับเกรด 12 – 13 (Sixth Form) มักอยู่ในเมืองมหาวิทยาลัยต่างๆ และมักจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แบบเดียวกับห้องพักนักศึกษามหาวิทยาลัย มีทั้งแบบหอพักหรือโฮมสเตย์ให้เลือก

5. รู้เท่าทันขนบธรรมเนียมและกฏระเบียบประจำโรงเรียน

โรงเรียนเอกชนทุกแห่งมีธรรมเนียมปฏิบัติและกฎระเบียบที่แตกต่างกันไป สังเกตจากพฤติกรรมของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนว่าทำตัวดีในห้องเรียนหรือไม่ ขยันเรียนหรือเปล่า ต้อนรับขับสู้คุณอย่างสุภาพหรือไม่ เด็กๆ ดูมีความสุขไหม แต่งตัวสะอาดเนี้ยบดีหรือเปล่า

ถ้าโรงเรียนตั้งชื่อตามนิกายทางศาสนาคริสต์ จะส่งผลมากต่อธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ในโรงเรียน สำคัญที่สุดคือครูใหญ่เป็นผู้ควบคุมทิศทางของโรงเรียน บางโรงเรียนมีวิถีปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัด ขณะที่บางโรงเรียนมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

6. ความปลอดภัยและใส่ใจดูแลลูกๆ ของคุณ

ผู้ปกครองควรทราบรายละเอียดต่างๆ งานวิชาการเป็นอย่างไร มีติวเตอร์ส่วนตัวสำหรับนักเรียนแต่ละคนหรือไม่ ระบบวัดผลการเรียนเป็นอย่างไร เมื่อลูกมีปัญหาควรติดต่อใครยามต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือ ผู้ปกครองต้องทราบว่ามีการประชุมระหว่างครูกับผู้ดูแลบ้างหรือไม่ โรงเรียนมีช่องทางให้ผู้ปกครองเข้าโรงเรียนระหว่างเทอมไหม มีสมาคมผู้ปกครองหรือจดหมายข่าวของโรงเรียนหรือเปล่า

และต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบดูแลสุขภาพภายในโรงเรียนด้วย เช่น มีพยาบาลที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีกี่คน มีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้มาประจำบ่อยแค่ไหน ถ้าผู้ปกครองอาศัยอยู่นอกอังกฤษ ยิ่งต้องจัดให้มี Guardian หรือผู้ดูแลนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนประจำ 1 คน เวลาที่ลูกอยู่นอกโรงเรียนหรือช่วงปิดเทอม บางโรงเรียนได้รับสิทธิจากรัฐบาลให้ทำหน้าที่นี้เอง ขณะที่บางโรงเรียนอาจร่วมกับบริษัทที่ดูแล แต่บริการอย่างหลังนี้ราคาค่อนข้างสูง

7. ขาดไม่ได้กับสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน

ควรขอดูสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด สถานที่เล่นกีฬา ตอนนี้ทุกโรงเรียนมีอุปกรณ์ไอทีที่ดีและครบครัน แต่ควรสอบถามว่ามีคอมพิวเตอร์ในหอพักของนักเรียนประจำหรือไม่ หากลูกสนใจงานศิลปะ ควรถามแผนกศิลปะว่าคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับงานกราฟิกดีไซน์หรือไม่

สำหรับวิชาทักษะการใช้ชีวิต เช่น การบำรุงรักษามอเตอร์ไซค์ โต้วาที โยคะ หรือสุนทรียศาสตร์ทางดนตรีนั้นมีหรือไม่ บางโรงเรียนมี Combined Cadet Force (คล้ายกับการเรียนรด.ในไทย) สิ่งเหล่านี้สำคัญมากในการสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย สิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษในโรงเรียนผู้ปกครองต้องเรียนรู้และศึกษา โรงเรียนประจำเฉพาะทางดนตรีมี 5 แห่ง 5 โรงเรียน ได้แก่ Chetham’s School of Music, Yehudi Menuhin School, Purcell School, Wells Cathedral School, St Mary’s School ที่เอดินบะระ

8. เสริมทักษะกิจกรรมพิเศษนอกหลักสูตร

ควรดูว่าโรงเรียนมีกิจกรรรมพิเศษนอกหลักสูตร ตั้งแต่กีฬา ศิลปะ ดนตรี หรือไม่ โรงเรียนใหญ่อย่าง Millfield School มีชื่อเสียงจากการเปิดคอร์สอบรมร้อยลูกปัดแบบ Zulu

ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแอฟริกัน สิ่งสำคัญคือเด็กจะมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นและหลากหลายขึ้น คุณต้องรู้ว่ากำลังจ่ายเงินให้กับค่าหลักสูตรพิเศษ ถ้าไม่ใช่ค่าตอบแทนของครู ก็เป็นค่าอุปกรณ์ต่างๆ

9. สถานที่ตั้งคือหัวใจสำคัญ

สหราชอาณาจักรมีโรงเรียนประจำถึง 700 แห่ง มีให้เลือกทุกเขต แต่ทางใต้จะมีมากกว่าและเข้าง่ายกว่าเพราะว่ามีนักเรียนต่างชาติเรียนอยู่หลายโรงเรียน สถานที่ตั้งจะอยู่ในรัศมี 50 ไมล์จากสนามบินฮีทโทรว์หรือสนามบินกัทวิค การเดินทางทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟในอังกฤษมีประสิทธิภาพมาก

ผู้ปกครองนักเรียนต่างชาติจำนวนมากมักมองหาโรงเรียนในลอนดอนเป็นหลัก แต่ยังมีอีกหลายโรงเรียนในรัศมี 50 ไมล์จากลอนดอนให้เลือกพิจารณา โดยเข้าไปศึกษาได้ใน www.best-schools.co.uk

10. คุ้มค่าเงินหรือไม่

ผู้ปกครองต้องเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยโรงเรียนประจำในชั้นซีเนียร์ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 27,000 ปอนด์ต่อปี และอยู่ใกล้ลอนดอน ขณะที่โรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียงค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20,000 ปอนด์ต่อปี ควรตรวจสอบรายละเอียดค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆ ที่อาจมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นอีก เช่น เครื่องแบบและชุดกีฬา

รวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายพิเศษที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ค่าเรียนดนตรีและทริปทัศนศึกษาที่มักไม่ได้รวมอยู่ในค่าธรรมเนียม ค่าหนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น และยังมีบางวิชา เช่น Home Economics และ A-Level Theatre Studies จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามาในใบเสร็จของคุณ ถือเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้น จึงควรเผื่อเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายพิเศษที่จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% และ 15% จากค่าธรรมเนียมที่คุณต้องจ่าย

และยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้านช่วงวันหยุดหรือค่าที่พักและค่าธรรมเนียมที่ปรึกษา อย่าลืมค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน เช่น ค่าแท็กซี่ไปกลับโรงเรียน ค่าอาหารที่พัก ค่าฮีทเตอร์ ค่าไฟฟ้าหรือค่าโทรศัพท์ด้วย โรงเรียนส่วนใหญ่จำกัดเรื่องการขอทุนการศึกษา ฉะนั้นจึงควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนไปชมโรงเรียน

Powered by HELLO! Education