แม้จะยึดอาชีพนักแสดงมานานพอควร แต่สำหรับละครเรื่องด้ายแดงแล้ว นับว่า คริส หอวังยังเป็นจูเนียร์ เพราะต้องแสดงฝีไม้ลายมือร่วมกับนักแสดงมากฝีมืออย่าง สินจัย หรือ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ เรียกว่าบางฉากเธอยืนชมรุ่นพี่ๆ ปะทะอารมณ์กันเพลินเลย

“มีอยู่ฉากหนึ่งที่คริสยืนอยู่ด้วย แต่ไม่ต้องพูดอะไร แค่ตกใจที่ครอบครัวเขาทะเลาะกัน แล้วพี่ๆ เล่นเก่งมาก คริสดูพี่ๆ เล่นเพลินเลยค่ะ” นักแสดงสาวพูดพลางหัวเราะเบาๆ

ซูซี่…ต้องแรง

เมื่อถามว่า “คริส หอวัง” กับ “ซูซี่” มีความเหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหน “เยอะเลยค่ะ ตอนอ่านบทแรกๆ รู้สึกว่าลูกสะใภ้คนนี้แร้งแรง แต่หลังจากคุยกับพี่ผู้กำกับและพี่อ้อมแล้ว เขาบอกว่าให้คิดว่าเราเป็นฝรั่ง ไม่ต้องนอบน้อมเหมือนคนไทย ซึ่งในวัฒนธรรมไทย เด็กจะไม่ใช้น้ำเสียงนี้กับผู้ใหญ่ แต่คริสก็อาจมีสิทธิ์ตัดสินใจเหมือนซูซี่ เพราะคงไม่มีผู้หญิงคนไหนทนอยูในบ้านที่โหดร้ายขนาดเอาลูกเราไปทิ้งได้”

เธอยังบอกเราอีกว่า “คริสเองแม้จะเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่ก็อาจมีความเป็นไทยมากกว่าหลายคนที่เรียนโรงเรียนไทยด้วยซ้ำ หมายถึงทัศนคตินะคะ คริสเป็นคนไทยคนเดียวที่เรียนไฮสคูลชื่อ Walnut Hill School for the Arts ที่บอสตัน ซึ่งเรียนวิชาการควบคู่ไปกับการแสดง โรงเรียนอื่นอาจจะเรียนกีฬา แต่โรงเรียนนี้เลิกเรียนเสร็จแยกย้ายไปเรียนโอเปรา แอ็คติ้ง อย่างคริสเรียนแดนซ์จนถึงสองทุ่ม

“แล้วหอพักก็มันส์มาก เพราะว่าสองทุ่มเป็นช่วงเวลา study hall ทุกคนต้องอยู่ในห้องตัวเองโดยเปิดประตูห้องทิ้งไว้ แล้วนั่งทำการบ้าน ครูจะเดินตรวจทุกห้อง ในหนึ่งชั่วโมงนี้เราจะทำอะไรก็ได้ การบ้านก็ได้ ซ้อมดนตรีก็ได้ แต่ห้ามเปิดวิทยุหรือทีวี ทั้งหอจะเป็นเสียงดนตรีดังอุตลุตไปหมดเลย แล้วพวกที่เรียนแดนซ์อย่างคริสก็ต้องใส่หูฟัง เพื่อให้ไม่ได้ยินเสียงซ้อม ก็สนุกดี และได้ใช้วิชาที่เรียนมาเยอะมากเลยค่ะ”

สร้างความแกร่งด้วยการเรียนประจำ

คริส หอวัง ยังคิดว่าการเรียนประจำเป็นฐานอันแข็งแรง ที่ทำให้เธอรู้จักความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่

“การอยู่ประจำเป็นการเปิดโลกให้คริสได้รับรู้ทัศนคติแบบฝรั่ง ตลอดจนถึงการใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งความอดทน ความรับผิดชอบ เพราะเราอยู่ตัวคนเดียว โดดเรียนก็ยาก เพราะไม่รู้จะไปไหน คุณพ่อโอนเงินมาใ้ห้ เราก็ต้องจัดสรรเงินเอง มีความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่มากกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน”

คุณคริสยังบอกเราอีกว่า เธอคิดว่าโรงเรียนสอนเฉพาะทางแบบ Walnut Hill School for the Arts ซึ่งเป็นไฮสคูล และมหาวิทยาลัย California Institute of the Arts ที่เธอเรียนปริญญาตรี ถือเป็นทางเลือกที่ดี

“การอยู่โรงเรียนแบบนี้ดีเพราะครูวิชาการกับครูสอนเต้นสอนแสดงจะทำงานร่วมกัน ถ้าสมมติจะมีสอบวิชาการ ครูสอนเต้นจะไม่ให้เราซ้อมเยอะ เพื่อให้เด็กมีเวลาอ่านหนังสือ ขณะที่โรงเรียนปกติทำไม่ได้

“ข้อดีอีกอย่างที่คริสได้เยอะมาก ก็คิอการฝึกฝน บางคนมีพรสวรรค์แต่ไม่ฝึกฝน ความสามารถก็หายไป ขณะที่บางคนมีพรสวรรค์แค่ 50% แต่มีความพยายาม พรสวรรค์นั้นก็ช่วยให้เราเก่งยิ่งขึ้น คริสเชื่อว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ คุณต้องแลกด้วยการฝึกฝน ถึงจะได้ ถ้ายูไม่ฝึกฝนไม่มีทางได้ จำได้ว่าเรียนหนักมากเลย โรงเรียนปกติเลิกเรียนแล้วทำอะไรก็ได้ แต่คริสต้องเรียนเมเจอร์ของตัวเองต่ออีก

“เด็กฝรั่งบางคนจบไฮสคูลแล้วเข้าแดนซ์คอมปานีไปเลย หรือเข้าคณะละครเลย แต่ตอนนั้นคริสคิดว่าจะกลับเมืองไทยมาเปิดโรงเรียนสอนบัลเลต์และแดนซ์ เวลาเขามีคอมปานีมาคัดนักเต้นที่โรงเรียน คริสบอกคุณแม่เลยว่าไม่ไปนะ เพราะอยากเรียนมหาวิทยาลัยต่อ คุณพ่อคุณแม่ก็ใจดีมากปล่อยให้ลูกเรียนอะไรที่มีความสุขค่ะ”