เบื้องหลัง ความสำเร็จ มักมีผู้เสียสละคอยผลักดันเสมอ ผู้ปั้นทายาททั้ง 4 คน นพ.ดาวิน หรือหมอโน่ ศัลยแพทย์ทางหูตาคอจมูก คุณนาวิน ต้าร์-ดร.นาวิน นักแสดงนักร้องผู้โด่งดัง คุณแอ๊นท์-รินรดา และคุณวิน-ธาวิน ที่หันมาเอาดีด้านการแสดง วัยเด็กของทั้งสี่ได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่เคร่งครัด จากคุณแม่ ดาราน้อย ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และคุณพ่อ นพ.วิโรจน์ เยาวพลกุลที่เป็นผู้วางแผนการศึกษาให้กับลูก

ไม่กดดันแต่ต้องทำได้ “ตอนเด็กๆ คนที่รับบทบาทมากที่สุดคือแม่ เพราะเป็นผู้ให้กำเนิด จึงใกล้ชิดกว่า ส่วนผมเป็นหมอดูแลเรื่องสุขภาพ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ บ้านเรามีเรื่องตลกที่จนทุกวันนี้ลูกๆ ยังจำได้แม่นเลยคือผมจะสอนพวกเขาว่าเราเรียนหนังสือ ไม่จำเป็นต้องได้ที่ 1 ไม่ต้องไปแข่งกับใคร ใครได้คะแนนเท่าไรไม่ต้องสนใจ เราขอแค่คะแนนเต็มพอ (หัวเราะ) ความหมายของผมคือให้เขาแข่งกับตัวเอง อย่าไปดูคนอื่น ลูกสี่คนเรียนดีหมดทุกคนนะครับ ที่โดดเด่นเรื่องการเรียนต้องคนโต หมอโน่ ต้าร์หัวดีแต่เกเร ส่วนวินน้องคนเล็ก พี่ๆ ยอมรับว่าคนนี้ฉลาดที่สุด เรื่องไหนคนอื่นคิดไม่ออกเขาคิดออกก่อนแล้ว แต่คนที่ฉลาดมากๆ มักจะขี้รำคาญ เพราะว่าคนอื่นตามไม่ทัน แต่หลังๆ เขาเริ่มปรับตัวยอมรอคนอื่นบ้าง”

นพ.วิโรจน์ เยาวพลกุล...ปั้นลูกๆ สู่ความสำเร็จ ผิดกี่ครั้งก็ยังรัก

เรียนเก่ง แต่ไม่เนิร์ด “เด็กเนิร์ดคือเรียนอย่างเดียว แต่ลูกผมทำกิจกรรมด้วย ลูกสี่คนแบ่งเป็นคู่ๆ คู่แรกหมอโน่กับต้าร์ ทิ้งช่วงสี่ปีถึงค่อยมีคู่หลัง คู่แรกโน่กับต้าร์เรียนกีต้าร์ จนเล่นกีต้าร์คลาสสิคได้ทั้งคู่ แล้วว่ายน้ำสวยทั้งคู่ จนตอนหลังต้าร์เอามาใช้แข่งไตรกีฬา เราไม่ฝืนใจลูก โน่เรียนเปียโนแล้วไม่ชอบเรายอมให้เลิก ส่วนแอ๊นท์เล่นเปียโนเก่งที่สุดในบ้าน แต่เรียนจนถึงเกรด 5 แล้วต้องเรียนหนักเลยทิ้งไป โน่เรียนสาธิตเกษตรฯ ต่อเตรียมอุดมศึกษา เรียนแพทย์ที่รามาฯ เขามาบอกผมทีหลังว่าเห็นเราเป็นหมอเลยอยากเป็นบ้าง แต่ชีวิตเขาผกผันไปช่วงหนึ่ง ตอนจบหมอแล้วต้องเรียนเฉพาะทางต่อ แต่ไม่แน่ใจว่าชอบเป็นหมอจริงหรือเปล่า เขาชอบดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ สอบ dive master แล้วเปิดบริษัทดำน้ำกับเพื่อน โดยสัญญาว่าถ้าบริษัทมีเงินถึง 1 ล้านบาทเมื่อไรจะกลับไปเรียนเฉพาะทางต่อ เขาทำสำเร็จ เลยกลับไปเรียนเฉพาะทางแล้วให้วินดูแลต่อ”

วีรกรรมหนุ่มต้าร์ “เขาเคยขี่จักรยานให้พี่ชายซ้อนท้ายกางแขนขาเป็นซูปเปอร์แมน ทำท่าไหนไม่รู้พุ่งชนต้นไม้แขนหัก วันแรกไม่เท่าไร วันที่สามคันจะเอาเฝือกออก แม่ต้องเอาไม้ตีแมลงวันให้เขาแยงเข้าไปเกา” คุณแม่พูดพลางหัวเราะ “เลี้ยงต้าร์เหนื่อยสุด” คุณหมอบอก “พอวัยรุ่น ผมต้องมาช่วยดู เพราะแม่เอาไม่อยู่ สอบสาธิตไม่ได้ ส่งไปเรียนสมถวิลฯ จนม.1 เข้าสาธิตปทุมวัน ใกล้จบม.3 ถูกเชิญออก เพราะ bad note เต็มลิมิท โรงเรียนไม่อยากให้เสียประวัติเลยให้เซ็นต์ใบลาออก เราพูดกับลูกว่าแก้ตัวใหม่ เป็นจังหวะที่แอ๊นท์และวินเป็นนักเรียนที่ทำประโยชน์ให้โรงเรียนสาธิตประสานมิตรเยอะ ทางโรงเรียนจึงยินดีรับต้าร์เข้าไป คราวนี้หนักกว่าเก่าอีก เป็นหัวโจก ใครทะเลาะกันต้องพามาหาเขา เดี๋ยวจัดการให้ ใครผิดตบกระโหลกที โดนไล่ออกตอนม.5 เท่ากับจบแค่ม.3 แล้วทำอะไรบ้างถ้าไม่เป็นรปภ.ก็ขายของ ตอนนั้นผมเหมือนอยู่ในอุโมงค์มืดมิดไปหมด เห็นแสงปลายอุโมงค์นิดเดียว แต่ไม่โกรธลูกนะ แค่กลุ้มใจแทน”

คุณพ่อจึงให้คุณต้าร์เรียนกศน.ใช้เวลาเรียนสามปี ได้วุฒิม.6 มา แล้วสอบเอ็นทรานซ์ คุณพ่ออีกเช่นกันที่เป็นคนไกด์ในการเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่จะทำคะแนนถึง มาสรุปที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กับม.เกษตร ปรากฏว่าสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตร “ต้าร์ไม่เหมือนลูกคนอื่นๆ ตรงที่เขาเป็นคนสุดโต่ง ไม่มีสายกลางเลย วิชาไหนที่เขาไม่ชอบได้ 0 คะแนน วิชาไหนที่ชอบได้คะแนนเต็ม พอมาเรียนที่นี่แซงเพื่อนจนได้เกียรตินิยมเหรียญทอง แต่ตอนปี 1 มีแมวมองมาดึงตัวไปออกเทป ผมตั้งเงื่อนไขว่า ต้องไม่โดดเรียน ไม่ดร็อป ถ้าใกล้สอบขอเวลาว่างอ่านหนังสือ 2 สัปดาห์ เขาสนุกกับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย”

นพ.วิโรจน์ เยาวพลกุล...ปั้นลูกๆ สู่ความสำเร็จ ผิดกี่ครั้งก็ยังรัก

คุณต้าร์สอบได้ทุนอานันทมหิดล และเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Oregon State University และปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์การเกษตร จาก University of California Davis โดยใช้เวลาเกินทุนไป 4 ปี

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมคงไม่ส่งลูกไปเรียนเอกครับ เพราะเรียนหนักมาก วันๆ อ่านหนังสืออยู่แต่ในห้องจนอ้วนเนื้อเหลวไปหมด ผมบินไปคุยกับโปรเฟสเซอร์ตลอดว่าลูกเราจะจบไหม เขาบอกลูกคุณมีแวว แค่ขอให้เปเปอร์มีความเป็นไปได้ ให้ผ่านแน่ แล้วในที่สุดก็ผ่าน ตอนนั้นคนเข้าใจผิดกันมากกว่าทางทุนไล่ต้าร์ออก ไม่ใช่นะครับ ต้าร์ยังมีชื่ออยู่ในทุน เพียงแต่ปีสุดท้ายทางบ้านออกทุนเอง”

มาตรการควบคุมลูก “เราอบรมลูกตั้งแต่เล็ก ถ้าทำผิดต้องถูกลงโทษ แต่ไม่ตีเพราะโกรธลูก ผมทำโทษลูกด้วยการจับลูกยืนหน้านาฬิกาเรือนนี้” คุณหมอพูดพลางชี้ไปที่นาฬิกาคุณปู่ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน “นิ่งๆ 5 นาที ห้ามกระดุกกระดิกเพื่อให้เขาสงบ พอเราหายโกรธแล้วค่อยตี วิธีตีคือใช้มือตีไม่สูงกว่าหัวเข่า เบาๆแค่เพื่อให้รู้ว่าถูกทำโทษ การตีลูกแล้วลูกโตขึ้นมาเกลียดพ่อแม่ แสดงว่าเราลงโทษผิด แต่นี่พวกเขาโตมาไม่เคยว่าพ่อแม่ แถมยังขอบคุณด้วยซ้ำที่ไม่ตามใจในสิ่งที่ผิด ลูกสาวผมทั้งชีวิตเคยถูกตีอยู่ครั้งเดียว เขายังจำได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ) ผมตีแค่แปะเดียว ไม่เจ็บ แต่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ผมยังเชื่อว่าการตีไม่ใช่วิธีโบราณ เราไม่ได้เอาหวายเอาไม้มาไล่ตีกัน ตีลูกก็เพื่อให้เขารับสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่รับสิ่งผิดๆ ไป”

รับมือกับเด็กฉลาด “เด็กฉลาดเถียงกลับนี่ดี เราจะได้รู้ว่าเขาคิดยังไง ถ้าไม่เถียงเลย นิ่งๆ ดื้อตาใสแบบนี้น่ากลุ้มใจ แต่สำหรับเด็กที่มีเหตุผลดีเราต้องยอมรับ ถ้าเหตุผลไหนไม่ดีเราต้องหักล้าง เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ เรามีประสบการณ์มากกว่ามองตาก็รู้ว่าเขาเห็นด้วยไหม เราต้องอธิบายตามความจริง ไม่ใช่อธิบายในสิ่งที่เราอยากให้เป็น ลูกผมติดเกมส์ติดโทรศัพท์ทุกคน ถ้าติดเกมส์อย่าปิดกั้นเขา ศุกร์เสาร์ผมปล่อยผีเลย ไม่ต้องนอนได้ เล่นให้เต็มที่ แต่วันอาทิตย์ต้องเลิกแล้ว เด็กจะได้ไม่รู้สึกเก็บกด แต่ถ้าแอบเล่นนอกเหนือเวลาต้องลงโทษให้อดเล่นเกมส์ 1 เดือน ซึ่งนานนะ ทรมานน่าดู โดนทีเดียวเข็ดเลย”

ความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อแม่ “เห็นลูกๆ ยืนบนขาตัวเองได้ คนโตพอจบหมอเรารู้ทันทีว่าเขายืนบนขาตัวเองได้แล้ว ส่วนต้าร์ยืนบนขาตัวเองได้ตั้งแต่เรียนปี 1 ม.เกษตร ลูกสาวคือตอนที่เขาเรียนจบกลับมาทำงานที่ SCG ส่วนวินยืนบนขาตัวเองได้แล้ว แต่ต่อให้โตแค่ไหนลูกก็ยังเป็นลูกเสมอ ยังห่วงไม่หาย เวลาเขามีปัญหาเรายังช่วยให้ความเห็นได้ เพราะเราประสบการณ์มากกว่าเยอะ บางอย่างเขาเพิ่งเจอ แต่เราเจอมาเยอะแล้ว เรารู้ว่าควรแก้ไขยังไง พอแก่ตัวมันไม่ดีตรงนี้แหละ มันรู้ทันไปหมด” ลูกๆ ทั้งสี่ก็คงภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ท่านนี้

Powered by HELLO! Education