ความสำเร็จ ของคุณวินิจ เลิศรัตนชัย ซีอีโอแห่ง Fresh Air Festival เป้าหมายทางการศึกษาของลูกๆ อาจไม่ใช่ความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่หมายถึงการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ ‘ใช้ชีวิต’ ลองถูกลองผิด และเดินในเส้นทางที่เลือกเอง เหตุนี้ทั้งคุณสายลับและคุณเสียงซอ เลิศรัตนชัย จึงมีโอกาสเลือกเส้นทางที่อยากเดินด้วยตัวเอง

ออกตัวก่อนเลยว่าเป็นคุณพ่อที่ติดดิน แต่ให้เสรีภาพทางการศึกษากับลูกๆ อย่างเต็มที่ “ผมเป็นคุณพ่อค่อนข้างติดดิน เพราะฉะนั้นเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในทุกจุด อยู่สูงได้ อยู่ต่ำเตี้ยติดดิน หรือติดลบก็ยังได้ ลูกสองคนต่างกัน แต่ความต่างของลูกทั้งสองคนจะเหมือนตัวผมในแต่ละมุม เพราะบางทีผมก็มีสองบุคลิกในตัวเอง บางเวลาเก็บตัวเงียบ ใช้ความคิด และอยากอยู่กับตัวเอง อย่างเวลาเตรียมงานจะหลบไปอยู่คนเดียว สายลับจะมีมุมแบบนี้ บางวันผมออกแนวบู๊ แอดแวนเจอร์ เสียงซอจะเป็นแบบนี้ บุคลิกอาจจะไม่เหมือนกัน แต่โดยภาพรวมแล้วเขาสนใจสิ่งที่เราทำอยู่ และเขาชอบคอมเมนท์งานเรา”

 

โรงเรียนที่แพงที่สุดในโลก เลือกจากความชอบเป็นหลัก สายลับ เลิศรัตนชัย เรียนเกี่ยวกับดนตรี (Electronic Music Production) ที่ SAE Institute Notre Dame ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน หลังขอหยุดพักจากการเรียนที่ NHTV Breda University of Applied Sciences สาขา Media and Entertainment Management เนื่องจากต้องการมุ่งมั่นกับการเป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทยเช่นเดียวกับน้องสาว (เสียงซอ เลิศรัตนชัย) ซึ่งก่อนหน้านี้ สายลับมีโอกาสเรียนและใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งที่สวิสเซอร์แลนด์ ‘College Alpin Beau Soleil, Switzerland’ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่แพงที่สุดในโลก

คุณสายลับเล่าว่า “ตอนนั้นอยากเรียนต่อต่างประเทศ คุณพ่อบอกว่าไปที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ ยกเว้นสองแห่งคืออังกฤษกับอเมริกา เพราะคนเรียนเยอะแล้ว อยากให้ไปใช้ชีวิตที่อื่น ตอนแรกจะไปจีน เพราะตอนที่เรียนอยู่ Harrow International School ได้เรียนภาษาจีนด้วย เพราะคุณพ่ออยากให้พูดจีนได้ แต่ดูไปดูมายังไม่ชอบโรงเรียนสักเท่าไหร่ จนคุณแม่แนะนำว่าลองไปสวิสฯ ไหม โรงเรียนสวยดีนะ เลยไปดูมา 3 แห่ง แล้วชอบโรงเรียนนี้ที่สุด สวยมาก (หัวเราะ) ทุกอย่างโอเคมาก จริงๆ ตอนที่เลือกไม่รู้เลยว่าเป็นโรงเรียนที่แพงมาก มารู้ตอนเรียนปีที่ 2 ว่าเป็นโรงเรียนประจำที่แพงที่สุดในโลก แต่ไม่กล้าบอกคุณพ่อ (หัวเราะ) ความแพงอาจจะเพราะ Facility เขาแพง

“อีกอย่างสวิสฯ เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูง แล้วที่นี่เป็น Private School มีทุกอย่างพร้อมหมด ตั้งแต่ยูนิฟอร์ม ชุดเล่นสกีฟรี เป็นโรงเรียนเก่าแก่ร้อยปี เราเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียว และคนแรกที่ไปเรียนที่นั่น สายลับอยู่ที่นั่นไม่ค่อยมีเพื่อนเยอะเท่าไหร่ เพราะสังคมไม่ค่อยเหมือนสังคมไทย สังคมของนักเรียนที่นั่นจะไฮโซนิดหนึ่ง แต่เราเป็นคนติดดิน จึงเข้ากับคนอื่นยาก แบรนด์เนมก็ไม่ค่อยใช้ ขณะที่เด็กอื่นจัดเต็มกันมาก แต่สิ่งที่ได้สำหรับตัวเองคือการที่เรารู้ว่าสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เอาตัวรอดได้ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงๆ เป็นคนเรียนไม่เก่งเลย แต่พอไปอยู่ที่ Beau Soleil แล้วมีโอกาสอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดและดูว่าตัวเองอยากทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร ได้อ่านหนังสือเยอะขึ้น ทำให้การเรียนดีขึ้น ครั้งแรกสอบได้อันดับท้ายๆ แต่พอตอนจบ เราทำคะแนนได้ระดับ Merit ก็ภูมิใจมากที่ทำได้”

วินิจ เลิศรัตนชัย เสรีภาพในการเลี้ยงดูคือเบ้าหลอมแห่งความสำเร็จ

คุณพ่ออดีตดีเจชื่อดังในฐานะผู้ปกครองที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแสนแพงเล่าว่า “ผมไม่ทราบมาก่อนเรื่องค่าเล่าเรียน แต่ลูกเลือกโรงเรียนนี้แล้วเราก็ให้ไป เขาตัดสินใจและเดินทางไปดูด้วยตัวเองกับแม่เขา ส่วนตัวผมไม่ได้ดูในรายละเอียดมากนัก จนจะครบสองปี ลูกน้องเอาบัญชีมาให้ดู ผมเห็นตัวเลขแล้วยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่า ค่าใช้จ่ายซึ่งมีทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แพงขนาดนั้นเลยเหรอ (หัวเราะ) ต่อปีประมาณ 10 ล้านบาท สองปีก็ตกประมาณ 20 ล้านบาทปลายๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราจ้างครูพิเศษสอนภาษาจีน ซึ่งต้องมีรถรับส่งขึ้นไปสอนเขาคนเดียวบนเขา ส่วนเวลาจะขี่ม้าต้องนั่งรถลงมา สำหรับผู้ปกครองที่สนใจโรงเรียนนี้ผมว่าปีหนึ่งค่าเล่าเรียนน่าจะประมาณ 10 ล้านบาทในภาวะปกติ แต่จริงๆ ผมรู้สึกว่าเรียนที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ขอแค่ให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ผมว่าเขาได้อะไรจากสิ่งแวดล้อมที่ดีและแตกต่าง รู้สึกว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่สอนให้เขาติดดินเหมือนเราและสามารถจัดการชีวิตของตัวเองได้ดีก็พอ”

นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติอนาคตไกล ความสามารถในการจัดการชีวิตและขีดเส้นทางความฝันให้ตัวเอง เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวลูกสาวทั้งสองคนของคุณวินิจอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้วางแผนเอาไว้ว่าทั้งสองต้องเข้ามาช่วยเสริมทัพในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ แต่ทั้งคุณสายลับและคุณเสียงซอต่างก็หวังจะร่ำเรียนในสาขาที่สามารถกลับมาต่อยอดงานที่ผู้เป็นพ่อริเริ่มไว้ พร้อมใช้ชีวิตร่วมกับแรงขับอันมุ่งมั่นในฐานะนักกีฬาขี่ม้า “เสียงซอได้โควต้านักกีฬาขี่ม้าของโครงการพัฒนากีฬาชาติของจุฬาฯ ซอขี่ม้ามาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่อยู่ Year 4 ที่ฮาร์โรว์ ก่อนหน้านี้เป็นเยาวชนทีมชาติ แต่มาติดทีมชาติตอนอายุ 16 เป็นนักกีฬาทีมชาติประเภทกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง”

วินิจ เลิศรัตนชัย เสรีภาพในการเลี้ยงดูคือเบ้าหลอมแห่งความสำเร็จ

“ที่เลือกนิเทศเพราะเราเห็นการทำงานของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก มีหลายส่วนที่เราอยากรู้ลึกขึ้น อยากทราบที่มาที่ไปของการทำงานจริงๆ ว่ากว่าจะมีผลงานออกสู่สายตาคนอื่นนั้นผ่านกระบวนการอะไรบ้าง เลยอยากเรียนจริงจัง ตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากออกมาช่วยคุณพ่อทำงาน จริงๆ ทั้งเสียงซอและพี่สายลับเรียนทางด้านนิเทศศาสตร์เหมือนกัน ซอจะเป็นพวกปฏิบัติได้ แต่ไม่เก่งมาก ส่วนพี่สายลับเขาจะเก่งด้านการปฏิบัติ อย่างเรื่องทำเพลงอะไรแบบนั้น ส่วนซอดูภาพรวม แต่ยังไงต้องโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่สุดก่อน คืออยากทำหน้าที่นักกีฬาขี่ม้าให้ดีที่สุดให้สมกับที่ได้รับใช้ชาติ”

คุณวินิจเลือกที่จะให้เสรีภาพแก่ลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแพงที่สุด หรือถูกที่สุดในโลกก็ทำให้คนเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ “ผมไม่ได้บังคับให้ลูกเรียน แต่บังเอิญว่าเขาชอบสิ่งที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เราทำอยู่ ผมบอกลูกเสมอว่าการเรียนไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อ แต่ ความสำเร็จ อยู่ที่ประสบการณ์เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องใช้ชีวิตให้เป็น เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ว่าเขาจะเลือกกีฬาที่ชอบ หรือเลือกจะหยุดพักการเรียน หรืออยากไปทำอะไรก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนก็ย่อมได้ ผมให้เสรีภาพแก่ลูก เหมือนกับที่ผมมีเสรีภาพ เสรีภาพในที่นี้หมายถึง กระบวนการใช้ชีวิต กระบวนการความคิด รวมถึงกระบวนการตัดสินใจ ทั้งสามสิ่งนี้หล่อหลอมให้ผมเป็นอย่างในวันนี้ได้ และสามเรื่องนี้ผมอยากให้ลูกได้ เราจึงปฏิบัติอย่างนั้น” เลือกในสิ่งที่ตัวเองรักและทำได้ดี นั่นย่อมหมายถึงความสุขในชีวิตยิ่งแล้ว