ใกล้ถึงตอนอวสานของ ‘ด้ายแดง‘ ละครดราม่าอันโด่งดังเข้ามาทุกที ทำให้หลายคนเฝ้าหน้าจอรอลุ้นไปกับชะตากรรมของตัวละคร โดยเฉพาะบทหลงเหว่ยที่ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจแสดงได้อย่างสมบทบาท ทำให้เราต้องขอจับเข่าคุยกับเขาทั้งเรื่องละคร และเรื่องราวในชีวิตจริง กับสิ่งที่ ป๋อ-ณัฐวุฒิ ได้เรียนรู้จากการแสดงในครั้งนี้

ตอกตรึง ‘ตัวซวย’

“คีย์เวิร์ดของบทหลงเหว่ยคือคำว่า ‘ตัวซวย’ เพราะมาจากคำทำนายของซิงแซประจำตระกูลของอาปา” คุณป๋อบอกกับเรา “ที่ว่าหลงเหว่ยจะเป็นคนสุดท้ายของตระกูล แล้วมีเหตุว่าลูกชายคนโตของตระกูลจมน้ำตายขณะไปพายเรือเล่นกับหลงเหว่ยนี่แหละ

“เลยยิ่งตอกย้ำความเป็นตัวซวย ทำให้เขาต้องถูกส่งไปต่างประเทศ และกลับมาด้วยความคั่งแค้นว่าคำทำนายนี้แทบจะทำลายชีวิตเขาไปทั้งชีวิต แล้วพอหลงเหว่ยมีลูก ลูกก็เป็นตัวซวยอีก เลยเกิดปมขึ้นมา ที่เป็นปมที่เราทำเวิร์คช็อปก่อนแสดงให้แน่นที่สุดว่าหลงเหว่ยเกลียดคำว่าตัวซวยที่สุด”

เชื่อ 60 ไม่เชื่อ 40

ความเชื่อหมอดูอย่างงมงายของเหม่ยอิง ทำให้เราอดถามความเห็นของหลงเหว่ยไม่ได้ว่า เขาเล่าเชื่อหมอดูมากแค่ไหน

“ผมเองก็ชอบดูหมอเหมือนกันนะ แต่ไม่ถึงกับเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ สัก 60/40 สิ่งดีๆเรารับฟัง อะไรไม่ดีมีวิธีแก้ไขไหม ให้ทำอะไรก็ทำ แต่ไมได้ไปจมปลักกับคำทำนายขนาดนั้น เพราะหลายครั้งที่ดูแล้วไม่แม่นเลยก็มี”

สูตร 3 ธรรมในการเลี้ยงลูก

เรามาคุยกับคุณพ่อลูกสองทั้งที จะไม่คุยเรื่องเขากับลูกก็กระไรอยู่ แฟมิลี่แมนผู้นี้มีมุมมองในการเลี้ยงลูกที่น่าสนใจอย่างไร

“ผมใช้หลัก 3 ธรรมในการเลี้ยงลูก เริ่มจากธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา ลูกไม่หิวก็ไม่ต้องกิน ปล่อยให้ร่างกายบอกว่าหิวถึงกิน ง่วงก็นอน เพราะฉะนั้นเวลาลูกอยู่กับผมจะหิวกระหายตลอดเวลา (หัวเราะ) และพยายามสอนลูกให้ธรรมดาติดดินที่สุด

“ส่วนเอ๋ (พรทิพย์ สกิดใจ) อาจจะชอบให้กินนอนเป็นเวลา ซึ่งผมไม่ได้ขัดแย้งกับเอ๋นะครับ เพราะผมไม่ได้ถูกทั้งหมด และเอ๋ก็ไม่ได้ถูกทั้งหมด ต่างคนต่างเสริมกันในสิ่งที่ลูกต้องการ ผมว่าในโลกนี้มีคำสอนของพ่อคำสอนของแม่ไปด้วยกันก็ดีเหมือนกัน

“ผมให้เวลาลูกทุกช่วงที่ว่าง จะพยายามมีส่วนร่วมในชีวิตเขา เวลาเอ๋ทำกับข้าวผมก็จะป้อนข้าวลูก เล่นกับเขา นั่งถอนหญ้าด้วยกันก็เป็นนาทีทองของเราแล้ว อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ว่างเมื่อไรก็ไปทะเล จริงๆไม่ค่อยได้เล่นน้ำทะเลหรอกนะ เพราะแมงกะพรุนเยอะบ้างอะไรบ้าง เล่นน้ำในสระแทน ผมอยากให้เขาได้เปิดหูเปิดตา แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เขาเที่ยวเก่งนะ”

อยากมีลูกสาวบ้าง

คุณป๋อนิ่งไปอึดใจ เมื่อเราถามเขาว่ามีลูกชายสองคนแล้ว เคยนึกอยากมีลูกสาวบ้างไหม เขาตอบเราว่า

“อยากครับ เพราะล่าสุดไปทริปกับเพื่อนมาแล้วมีลูกสาวทั้งนั้นเลย เดี๋ยวๆก็ได้ยินเสียงเรียกคุณพ่อขาาาา (ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน) เลยรู้สึกว่าอยากมีลูกสาวบ้างจัง เพราะเด็กผู้ชายซนมาก เหนื่อยมากเลย แล้วลูกชายติดแม่จนในมุมของพ่อบางทีก็อยากได้ความรักบ้าง แต่เราก็เข้าใจว่าถ้าเขาอยู่ในโหมดสนุกสนานผจญภัยเขาจะมาทางพ่อ แต่ทุกครั้งที่ต้องการโหมดอบอุ่นปลอดภัยต้องแม่ แต่มีลูกเท่านี้ก็พอแล้วครับ” เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ

กีต้าร์โซโลและนักร้องนำ

ขณะนี้น้องภูดิศอายุ 6 ขวบกว่ากำลังขึ้น Year 2 ส่วนน้องเภา 3 ขวบกว่าอยู่ Nursery ที่โรงเรียนนานาชาติมีชื่อแห่งหนึ่ง คุณพ่อป๋ออธิบายคาแรคเตอร์ของลูกทั้งสองให้เราฟังว่า

“ตอนนี้ภูเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน เริ่มมีความชอบและไม่ชอบ อย่างเรื่องไม่ชอบถูกถ่ายรูป จริงๆเป็นความผิดของเราเหมือนกันเพราะตอนเขาเด็กๆเราถ่ายรูปเขาเยอะ พอมีคนจะถ่ายรูปเขา เขาจะเริ่มไม่อยากให้ถ่าย เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เขาฟังว่า คนที่มาถ่ายรู้จักภูนะลูก

“เขายังไม่เข้าใจว่ามีคนรู้จักเขาด้วยหรือ ทำไมเขาต้องถ่ายกับคนที่เขาไม่รู้จัก ไม่อยากยิ้ม ซึ่งผมกับเอ๋ไม่โทษเขา ภูเขาเปรียบได้กับมือกีต้าร์ที่โซโลอย่างเดียว ไม่สนใจใคร แต่เภาเป็นเหมือนนักร้องนำ เอาอกเอาใจผู้คน เภาไปเอาน้ำให้พ่อกินหน่อย เขาก็จะวิ่งตื๋อไปเอามา”

อยากให้เรียนอินเตอร์ในไทย ไม่ไปเมืองนอก

ถามว่าเพราะอะไรเขาถึงเลือกโรงเรียนนานาชาติให้ลูกชายทั้งสอง มาจากประสบการณ์สมัยเรียนของเขา

“ตัวผมเองเรียนโรงเรียนไทย แล้วไปต่อต่างประเทศ เรารู้เลยว่าการที่เราไม่แตกฉานภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรค ผมไม่สรุปนะครับว่าดีหรือไม่ดี แค่คิดว่าถ้าเขามีทักษะด้านภาษาจะต่อยอดได้หลายอย่าง โลกกว้างขึ้นแล้ว ถ้าเรารู้ภาษาเดียวจะไปได้ระดับหนึ่ง แต่สองภาษาไปได้อีกระดับหนึ่ง

“นอกจากนี้โรงเรียนที่ผมเลือกให้ลูกมีสนามฟุตบอลติดกันสองสนาม โล่งสายตาดี ผมเลือกโรงเรียนด้วยสนามฟุตบอล (หัวเราะ) ผมชอบ แล้วผมก็ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้โรงเรียนด้วย เพราะไม่ต้องการให้เขาเจอรถติด ผมพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เขา เพราะเขาต้องใช้เวลาเรียนไม่ต่ำกว่า13ปี”

แล้วจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศไหม “ผมอยากให้เรียนในไทยนะ ไม่อยากให้เรียนเมืองนอก ผมคิดถึง (หัวเราะ) เพราะผมเข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ผมเองแล้วว่า ท่านร้องไห้ทำไมตอนผมจะไปเรียนเมืองนอก ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว อยากให้เขาอยู่ที่นี่แหละ จะด่าเราตอนแก่ก็ไม่เป็นไร เพราะถึงตอนนั้นผมคงไม่รู้เรื่องแล้ว” คุณป๋อหัวเราะปิดท้าย