สองพี่น้องตระกูลโอสถานุเคราะห์ คุณนาฑีและคุณคฑา โอสถานุเคราะห์ เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณรัตน์และคุณชวาลี โอสถานุเคราะห์ ทั้งคู่มีประสบการณ์การเรียนที่คล้ายกัน แม้จะห่างกัน 6 ปี โดยเริ่มศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วไปอยู่ประจำที่ Windlesham School เมืองไบรท์ตัน ชายทะเลของอังกฤษ และปิดท้ายที่ปริญญาตรีและโทที่สหรัฐอเมริกา

คุณคฑาไม่ได้รู้สึกช็อคกับความต่างของวัฒนธรรมแต่อย่างใด “ตอนที่พี่นาฑีเรียนอยู่ ผมตามไปเรียนซัมเมอร์ที่ Little Windlesham School เป็นเหมือนโรงเรียนอนุบาลของเขา อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนของพี่หลายครั้ง ทำให้เรารู้ว่าต้องเจออะไร เรียน Windlesham School อยู่ 4 ปี จากนั้นย้ายไป St.Edward’s School ที่อ็อกซ์ฟอร์ด เพราะอยากอยู่ในเมือง และอยากอยู่โรงเรียนสหศึกษาเลยเลือกเรียนที่นั่น”

นาฑี - คฑา โอสถานุเคราะห์ เรียนรู้จาก 2 ทวีปที่แตกต่าง แต่ลงตัว

ส่วนคุณนาฑีหลังจากจบ Windlesham School เลือกไปต่อที่ Brighton School โรงเรียนที่คนบันเทิงชาวอังกฤษส่งลูกไปเรียน “ชอบตรงที่ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ แค่แต่งตัวเรียบร้อย เสื้อมีคอปก กางเกงสแล็คไม่มีลาย รองเท้าหนังสีดำหรือสีน้ำตาล ผมมีรุ่นพี่อยู่บ้านเดียวกันเป็นลูกของเจเรมี่ ไอร์ออนส์ ชื่อแม็กซ์ ไอร์ออนส์ มีลูกสาวสติง ตอนผมเรียนมี Burberry มาเลือกนางแบบนายแบบที่โรงเรียนไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผมเลือกที่นี่เพราะได้ยินมาว่าไม่มีคนไทยเรียน ชอบอังกฤษเพราะอยู่เมืองไทยต้องเรียนพิเศษตลอด แต่อังกฤษไม่มี เราต้องอ่านเอง เขาบังคับให้เล่นกีฬา ถ้าไม่เล่นกีฬาต้องเลือกกิจกรรม ทำอาหาร อ่านหนังสือ หรือเล่นดนตรี แรกๆ ที่ไปเรียนก็ไม่ชิน เราชินกับการเรียนหนังสืออย่างเดียว เล่นกีฬาไม่เป็นเลย รู้จักแต่วิ่งแข่งกับฟุตบอล พอไปอังกฤษถึงได้รู้ว่ามีกีฬาเยอะมาก ทำให้สุขภาพดี ใครชวนไปทำอะไรเราทำเป็นหมด ช่วยให้มีเพื่อนเยอะ ไม่เคยโดนดุโดยไม่มีเหตุผล ต่างจากเมืองไทยไม่ทำอะไรผิดก็โดนตี แต่ที่อังกฤษเวลาทำอะไรผิดนิดๆ หน่อยๆ ครูแค่ตำหนิ ให้ขึ้นนอนเร็วกว่าคนอื่น 15 นาที เขาไม่มีทางแตะต้องตัวเรา เราชอบ ทำผิดแต่ไม่เจ็บตัว”

นาฑี - คฑา โอสถานุเคราะห์ เรียนรู้จาก 2 ทวีปที่แตกต่าง แต่ลงตัว

หลังจบมัธยมปลายที่อังกฤษ คุณรัตน์ผู้เป็นบิดาขอร้องแกมบังคับให้ทั้งคุณนาฑีและคุณคฑาย้ายทวีปไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่อเมริกา คุณนาฑีเล่าว่า“ผมไม่อยากไปแต่คุณพ่ออยากให้ไป ท่านไม่เคยบอกว่าเราต้องทำอะไร แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อบังคับ ผมอยากอยู่กับเพื่อนที่อังกฤษ เพราะอยู่มาตั้งแต่เด็กจนมีเพื่อนเยอะแล้ว ไปอเมริกาต้องเริ่มใหม่หมดเลย แล้วไกลจากเมืองไทยมาก ตอนแรกอังกฤษว่าไกลแล้ว อเมริกาไกลกว่า ไหนจะต้องเรียนต่ออีก 4 ปี ขณะที่อังกฤษ 3 ปีจบ ตอนสอบ SAT รู้สึกท้อ เพราะยากทั้งภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ เราไม่เก่งเลขเท่าเด็กไทย แต่โชคดีที่มหาวิทยาลัยต้องการคนหลากหลาย ผมว่าปีนั้นมีคนไทยสมัครแค่ 2 คน ก็เลยได้”

ความต่างของภาษาอังกฤษ-อังกฤษ กับอังกฤษ-อเมริกัน คุณคฑาบอกว่า “เราฟังเขาออก แต่เขาฟังเราไม่ออก ต้องพูดหลายรอบกว่าจะเข้าใจ เพราะสำเนียงเราอังกฤษมาก มีคำศัพท์หลายคำที่สะกดไม่เหมือนกัน ทำให้มีปัญหากับอาจารย์ที่เข้มงวด ต่อให้เขียน essay ดีขนาดไหนถ้าไม่เช็คตัวสะกดให้ดี อาจโดนหักคะแนนได้”

นาฑี - คฑา โอสถานุเคราะห์ เรียนรู้จาก 2 ทวีปที่แตกต่าง แต่ลงตัว

“อีกอย่างคือระบบอังกฤษจะสอบแค่ครั้งเดียว ขี้เกียจได้ทั้งปี แล้วอ่านหนังสือก่อนสอบรวดเดียว แต่อเมริกาต้องขยันตลอดเวลา มี Quiz ทุกสัปดาห์ พลาดครั้งเดียวจาก A กลายเป็น B ได้” คุณนาฑีเล่า หลังจากจบปริญญาตรี เขาก็ต่อโทที่ Boston College มหาวิทยาลัยระดับหัวกะทิของบอสตัน เรียนบริหารธุรกิจเช่นเดิม ปัจจุบันคุณนาฑีเป็นอาจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเรียนรู้งานของธุรกิจครอบครัวบริษัท โอสถสภา จำกัด และเป็นมือกีต้าร์ให้กับวง Getsunova

ส่วนคุณคฑาเรียนปริญญาตรีบริหารธุรกิจที่ Northeastern University บอสตันเช่นเดียวกัน “ตอนแรกผมเลือกเรียน Entrepreneurship แต่เข้าไปคลาสแรกแล้วรู้สึกว่ามีหลายอย่างที่มัน common sense เราสามารถเรียนสิ่งเหล่านี้ได้ในวิชาอื่น เลยเลือกเรียนบริหารธุรกิจ อยากเรียนการตลาดด้วย” ปัจจุบันเขาทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งที่นิวยอร์ก หลังจากจบโททาง Digital Marketing จาก New York University

ระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในฐานะผู้ที่ผ่านการใช้ชีวิตทั้งในอังกฤษและอเมริกา ผู้พี่ตอบก่อนว่า “คนละแบบ ฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าใครถามต้องบอกว่าชอบอังกฤษตรงที่เราอยู่มานาน ผมมองตัวเองว่าเป็นอังกฤษมากกว่าอเมริกัน เพราะอเมริกาเหมือนสถานที่ที่เราไปเติมความรู้มากกว่า” ผู้น้องตอบบ้างว่า “เพราะผูกพันกว่า เราโตที่อังกฤษ ไปอเมริกาตอนโตแล้ว เราชอบรักบี้มากกว่าอเมริกันฟุตบอล ดูบอล ฟังเพลง เข้าใจคริกเก็ตมากกว่าเบสบอล สำเนียงเราก็เป็นอังกฤษ”

นาฑี - คฑา โอสถานุเคราะห์ เรียนรู้จาก 2 ทวีปที่แตกต่าง แต่ลงตัว

ถ้าในอนาคตทั้งสองมีลูก จะส่งไปเรียนที่ไหน คุณนาฑีบอกว่า “คงเหมือนเดิม เรียนที่อังกฤษก่อนแล้วค่อยไปต่อที่อเมริกา พอไปแล้วรู้สึกดี เข้าใจแล้วว่าทำไมต้องเรียนทั้งอังกฤษและอเมริกา ได้ซึมซับวัฒนธรรมทั้งสองด้าน ได้เปิดมุมมอง ถ้าอยู่ประเทศเดียวความคิดเป็นแบบเดียว คุณแม่ผมเรียนหลายประเทศมาก เพราะคุณตาเป็นทูต คงไม่ดีถ้าลูกย้ายโรงเรียนบ่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทยผมไม่ชอบเล่นกีฬาเลย แต่พอไปอังกฤษเล่นกีฬาเป็นหลายอย่าง กีฬาช่วยให้มีเพื่อนเยอะ สุขภาพดี แล้วยิ่งเล่นดนตรีอยู่ในวงยิ่งเท่ สนุก ต้องจัดตารางชีวิตตัวเอง ดูแลตัวเองไม่มีพ่อแม่พี่เลี้ยงคอยบอก ทำให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น”

ข้อดีของการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศยังส่งผลต่อแนวคิดของสองหนุ่ม “สร้างบุคลิก ทำให้มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง กล้าที่จะค้าน ถ้าเป็นเมืองไทยเวลาไม่เห็นด้วยเราคงเงียบ แต่อยู่ต่างประเทศเขาสอนให้เรายกมือ เพราะครูนับถือความคิดเห็นของเรา ไม่ใช่เพราะว่าครูเป็นครู การเรียนต่างประเทศช่วยให้เข้าใจความคิดของชาวต่างชาติ ผมกับน้องชายมีเพื่อนสนิททั้งอังกฤษ อเมริกัน แอฟริกันอเมริกัน เอเชีย เป็นประโยชน์เวลาทำธุรกิจ จะรู้ว่าคนชาตินี้ชอบอะไรไม่ชอบอะไร เพราะบางทีเราอาจเสียมารยาทกับเขาโดยไม่ได้ตั้งใจได้ถ้าเราไม่เข้าใจ” แต่เหนืออื่นใดคุณนาฑีและคุณคฑาบอกว่า อย่าบังคับลูกเรื่องการเรียน ควรให้อิสระในการเลือกว่าจะเรียนวิชาอะไรมากกว่า เพราะที่สุดแล้วคนเรียนเก่งอาจจะทำงานไม่เก่งก็เป็นได้ คุณคฑาทิ้งท้ายว่า “ควรปล่อยให้ลูกเรียนอย่างมีความสุข เพราะเดี๋ยวเขาก็หาทางทำดีได้เอง”

Powered by HELLO! Education