คำถามที่ผู้ปกครองอยากรู้ การไปเรียนเมืองนอก นั้นดีอย่างไร เรามีคำตอบจาก ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ หนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครองที่ยังอยู่บนทางแยกแห่งการเลือกว่าจะส่งลูกไปเรียนต่างแดนดีหรือไม่

Q: ทราบว่าอาจารย์เรียนจบมาจากต่างประเทศ

A: ผมเรียนจบมัธยมจากแผนกฝรั่งเศส โรงเรียนอัสสัมชัญ สมัยนั้นอัสสัมชัญใช้ภาษาฝรั่งเศสหรืออังกฤษในการสอน ผมได้ทุนรัฐบาลฝรั่งเศสไปเรียนด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Grenoble ฝรั่งเศส หลังจบปริญญาตรีและปริญญาโท ต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Caen

ผมไปฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 17 จึงคุ้นเคยกับระบบการศึกษาของที่นั่น ตั้งแต่นั้นมาชีวิตการทำงานของผมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับนโยบายการศึกษาหลายด้าน และเคยเป็นประธานกรรมการบริหารของสำนักงานมาตรฐานการศึกษาของประเทศ คุ้นเคยกับการศึกษาทั้งของไทยและต่างประเทศ ได้พบและทำงานกับทั้งชาวต่างชาติ คนไทยที่จบในไทยและที่จบจากต่างประเทศมามาก

Q: จากประสบการณ์ที่เคยเป็นนักเรียนนอก และในฐานะนักการศึกษา มีความคิดเห็นอย่างไรกับการส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศ

A: ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่า คนที่ไปเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีอย่างผม หรือไปตอน Post – Graduate ถ้าไปแบบผมจะได้เปรียบอยู่หลายข้อ ข้อแรก คือ เป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบตัวเองเร็วขึ้น เรียนรู้ผิดชอบด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะเข้มแข็งอยู่รอด สามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง มีระบบการใช้ชีวิตของตัวเองเร็วขึ้น เข้าสู่ Adulthood เร็วขึ้น ผมว่าการไปเรียนต่างประเทศเร็วช่วยให้ผมมีตรงนี้

แต่สำหรับเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจมากจนเป็นนิสัย อาจเละไปเลยก็ได้ ข้อสอง ได้กระบวนการคิด เป็นความได้เปรียบ เพราะเรียนต่างแดน เขาไม่ได้ยัดเยียดความรู้ให้ แต่จะสอนวิธีคิดให้ ข้อสาม คือมีความคิดริเริ่มดี มี Thinking Process ที่ดีมาก ข้อสี่ ความมีอิสระ ความคิดแตกฉานได้ง่าย เพราะไม่ได้อยู่ในกรอบ เป็น Out of The Box Thinking ข้อห้า ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ทำให้สามารถปรับตัวง่าย มีความสามารถในการเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น  สิ้นเดือนไม่มีเงินใช้ ต้องหาวิธีทำเงิน บางคนเปิดร้านเลย (หัวเราะ) เป็นการเรียนรู้ชีวิต ไม่สบายเหมือนอยู่เมืองไทย นอกจากพ่อแม่ที่ส่งเงินให้ลูกเยอะๆ ลูกถึงไม่ได้ประโยชน์ตรงนี้

Q: แล้วข้อเสีย

A: การเรียนต่างแดนตั้งแต่อายุน้อย คือจะขาดเพื่อนร่วมรุ่น บางคนกลับเมืองไทยอาจปรับตัวในการใช้ชีวิตที่บ้านเกิดไม่ได้ เพราะเข้ากับคนไทยที่ไม่ได้เรียนนอก ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่มากๆ ของประเทศไม่ได้ ฉะนั้นคนที่ไปเรียนต่างแดนตั้งแต่เด็กต้องพยายามสร้างเพื่อนกับเน็ตเวิร์ค

บางครั้งก็ยากตรงที่ทัศนคติของคนไทยส่วนหนึ่งมองว่า นักเรียนนอกชอบคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนจบในไทย ไม่เป็นความจริงเลย ผมมีเพื่อนที่เรียนหมอในฝรั่งเศส กลับมาทำงานได้ 3 ปี อยู่ไม่ได้ ต้องกลับไปอยู่ฝรั่งเศส เพราะปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนไทยไม่ได้ แต่ผมว่ายุคนี้ปัญหานี้น้อยลง เพราะบางคนกลับมาปีหนึ่ง 2 – 3 หน แต่เรื่องขาดเพื่อนหรือขาดเน็ตเวิร์คยังมีอยู่ เพราะถึงจะกลับมาบ้าน แต่เป็นแค่ระยะสั้น นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศไม่ต่อเนื่อง ทำให้ได้ประสบการณ์จากต่างประเทศไม่เต็มที่ ถือเป็นส่วนเสีย

Q: ถ้าอย่างนั้นควรส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติจนจบก่อน แล้วค่อยส่งไปเรียนเมืองนอก

A: ผมอยากให้จบไฮสคูลโรงเรียนดีๆ สักแห่งในเมืองไทยก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนนานาชาติก็ได้ แล้วเรียนวิชาเลขหรือวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมช่วงเสาร์อาทิตย์ ผมว่าเด็กสามารถเข้ามหาวิทยาลัยต่างแดนที่ดีได้ และต้องปล่อยให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเอง

ถ้าไปเร็วกว่านั้น เขาจะขาดสินเดิม คือ Thainess ที่เขาเรียกว่าความเป็นคนไทย ที่สำคัญมากๆ คือ ทักษะด้านภาษาไทย ทั้งอ่านและเขียนต้องคล่อง และไม่ผิวเผิน เพราะถ้าอยู่เมืองไทยต้องเข้าใจจิตใจคนส่วนใหญ่ของประเทศว่าเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งได้จากการอ่านหนังสือ อ่านบทวิเคราะห์ที่คนไทยส่วนใหญ่อ่านกัน ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะได้เข้าใจเพื่อนร่วมงาน เข้าใจลูกน้อง ไม่มีช่องว่างที่เป็นปัญหา แต่ถ้ายังเด็กอยู่ ต่อให้เข้าไฮสคูลดีขนาดไหนในต่างประเทศ ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเตรียมตัวให้ลูก ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ยังรวมถึงด้าน EQ ด้านอารมณ์ และด้านทัศนคติที่มีต่อชีวิตด้วย

 

Q: สำหรับเรื่องวิชาการ การศึกษาในต่างแดนกับไทยแตกต่างกันอย่างไร

A: เมืองนอกเน้นเรื่องกระบวนการคิด อย่างสมัยผมเรียน อาจารย์มาเลคเชอร์ แล้วให้รายชื่อหนังสือมาให้ไปอ่านเองในห้องสมุด อ่านแล้วต้องสรุปให้ฟัง ยิ่งถ้าหาหนังสืออื่นๆ ประกอบด้วยได้ยิ่งดี จะมีเวิร์คช็อปให้นั่งถกกัน อาทิตย์นี้คุยเรื่องนี้ อาทิตย์ต่อไปถกเรื่องนั้น แล้วไม่ใช่สักแต่ว่าถก ต้องดูเหตุผล ดูวิธีคิดด้วย แต่ของไทยส่วนใหญ่จะเรียนแบบเชื่อครู มักจะมุ่งไปดูที่เป้าหมายมากกว่าลงลึกในเรื่องกระบวนการ แต่ระบบการศึกษาของเขารวมประสบการณ์ระหว่างทางด้วย การมุ่งแต่เป้าหมายทำให้ระบบการศึกษาไทยกลายเป็น Paper Chase คือไล่ตามเศษกระดาษ (ปริญญาบัตร)

ผมเห็นว่าการศึกษาของไทย งบประมาณเยอะ แต่ไม่ใช้ให้คุ้มค่า ควรจะดีกว่านี้มากมายเหมือนหนังดีที่ได้รางวัลออสการ์ 4 – 5 ตัว แต่ฉายผิดสปีดก็เลยดูไม่รู้เรื่อง กลายเป็นหนังไม่ดีไป นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พ่อแม่ที่พอมีอันจะกินส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเสียเลย เพราะเมืองไทยขาดเรื่องฝึกเด็กให้รู้จักคิด ที่ถูกเราต้องเน้นเรื่องระบบการเรียนรู้  ไม่ใช่มุ่งแต่ยัดเยียดความรู้ การปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำตลอดเวลา

 

Q: แล้วควรส่งไปไหนถึงจะดี

A: ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะเป็น Global Language ภาษาสากล จำได้ว่าตอนทำงาน แม้ผมจบฝรั่งเศสมา แต่ยังต้องไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่ออสเตรเลีย พอได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสที่อ่านเขียนอย่างดี ไม่ใช่แค่พูดได้ ก็ทำงานองค์การระหว่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วสะดวกสบายมาเกือบทั้งชีวิต เป็นของดีที่ติดตัวมาจนแก่เฒ่า (หัวเราะ) ในฐานะที่ผมเป็นประธานสมาคมฝรั่งเศสด้วยมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ไปเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักแล้ว อยากแนะนำให้เรียนภาษาต่างประเทศที่สองไว้ด้วย ยิ่งภาษาที่สามหรือสี่ยิ่งดี ผมคิดว่าภาษาฝรั่งเศสและจีนน่าจะดี ทำให้ได้เปรียบในการทำงานมาก ผมว่าเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตในยุคดิจิทอล

ดร.ชิงชัยฝากข้อคิดได้อย่างน่าฟัง ในยุคที่เอเชียกำลังเติบโตเป็นจุดหมายใหม่ของชาวโลก การเตรียมตัวเพื่อรองรับกระแสนี้เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเปิดกว้างทางภาษา ยิ่งรู้มากยิ่งได้เปรียบและสำหรับเด็กรุ่นใหม่การปลูกฝังให้รู้จักคิดเสริมด้วย ช่วยให้อนาตของประเทศไทยสดใสเรืองรองด้วยเช่นกัน

Powered by HELLO! Education