กิตตินันท์ ชินสำราญ หรือ กิต The Voice เป็นที่รู้จักจากรายการประกวดร้องเพลง The Voice Thailand Season 2 ตั้งแต่ปี 2556 พร้อมกับฐานะนักร้องโอเปร่าเสียงทรงพลังของเมืองไทย ด้วยการนำวิชาที่ติดตัวจากการเรียนด้านการแสดงขับร้องคลาสสิกจากสหรัฐอเมริกาที่  San Francisco Conservatory of Music และเบลเยี่ยมที่ Operastudio Vlaanderen โรงเรียนคนดังด้านดนตรี ปัจจุบัน “กิต The Voice” กลับมาปักหลักยึดอาชีพอาจารย์สอนขับร้อง ในตำแหน่งหัวหน้าแขนงการแสดงขับร้อง วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ที่รักการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก จุดประกายให้เด็กหนุ่มจากจังหวัดปราจีนบุรี ผู้เติบโตในครอบครัวค้าอะไหล่เครื่องยนต์เกษตร  เลือกสอบเอนทรานซ์เข้าเรียนในภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ วิชา Music Skill เป็นการขับร้อง จนขึ้นปี 3 ได้เปิดโลกทัศน์ทางดนตรีทำความรู้จัก ‘ดนตรีคลาสสิก’ “ได้ออดิชั่นไปร้องเพลงที่ญี่ปุ่น เป็นวงประสานเสียงเยาวชนเอเชีย ได้สัมผัสดนตรีที่มีมาตรฐาน แวดล้อมไปด้วยนักร้องเก่งๆ ที่เป็นมืออาชีพ ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจว่าต้องกลับมาพัฒนาตัวเอง ตอนนั้นผมเริ่มเล่นโอเปร่าของอาจารย์สมเถา สุจริตกุล  แล้วได้เจอผู้กำกับคนหนึ่ง เขาสอนอยู่ที่ Conservatory ซานฟรานซิสโก ผมได้มีโอกาสไปเวิร์กช็อปด้วยทำให้เปิดโลกมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจและเอ็นจอยการร้องเพลงเพิ่มขึ้น”

หลังจบจุฬาฯ เขาจึงเหินฟ้าไปออดิชั่นเพื่อเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท และ Postgraduate Diploma ด้านการแสดงขับร้องคลาสสิก (Voice Performance) ที่ San Francisco Conservatory of Music (SFCM) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันสอนการแสดงร้องเพลงที่มีชื่อเสียงติดอันดับท็อป 5 ของสถาบันดนตรีในสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนความสามารถพิเศษของสถาบันแห่งนี้ตลอดทั้งสองหลักสูตร “วิธีการเข้าเรียนที่นั่นได้จะต้องออดิชั่น สมัยนี้ต้องส่งดีวีดีไปพรีสกรีนก่อน แต่สมัยผมบินไปออดิชั่นได้เลย ผมเลือกบินไปร้องสดให้เขาฟัง ตอนแรกไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาจะรับหรือเปล่า พอสอบติดก็ตกใจแล้วนะ สองอาทิตย์ถัดมาเขาอีเมล์มาว่าให้ทุนการศึกษา 95% เป็นทุนสูงสุดของปีนั้นเลย ผมตกใจยิ่งกว่าอีก คือเรื่องเทคนิคเราอาจสู้คนอื่นที่เรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้ แต่ผมมีความเป็นธรรมชาติในการร้องเพลงเยอะกว่า ผมว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผมได้รับคัดเลือก”

ตอนเรียนจุฬาฯ เน้นวิชาเกี่ยวกับการศึกษา แต่ที่โน่นต้องเรียนเบสิคใหม่ เริ่มตั้งแต่ภาษา เพราะโอเปร่าจะต้องร้องเพลงเบสิค 4 ภาษาให้ได้ คืออังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส โอ้โห…ต้องเรียนทั้งแกรมมาร์ และเน้นการออกเสียงให้ถูกต้อง มีการเรียน Ensemble คือการรวมวง  ซึ่งสำหรับนักร้องเราเรียกว่าโอเปร่าเวิร์กช็อป เป็นการจำลองฉากจากบทตัดตอนสั้นๆ ในโอเปร่ามาเรียน และแต่ละปีจะมีโอเปร่า 2-3 เรื่องให้ออดิชั่นเพื่อเล่น เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรชื่อวิชา Opera Theatre หลังจากจบโทฯ ครูอยากให้เรียน Postgraduate Diploma อีกหนึ่งปีเพื่อจะโฟกัสไปที่เทคนิค แต่พอดีผมได้งานสอนการแสดงขับร้องที่ San Francisco School of the Arts  และสอนที่ Conservatory ด้วย  เลยต้องแบ่งเวลา”

กิตตินันท์ ชินสำราญ จากสถาบันดนตรีท็อป 5 ของสหรัฐอเมริกา ส่งฝันให้เป็นจริงในเวที The Voice และคุณครูคนเก่งของลูกศิษย์

หลังจากจบ Postgraduate Diploma และทำงานแสดงไปด้วย คุณกิตก็เริ่มออดิชั่นอีกครั้ง เพื่อย้ายไปเรียนและแสดงโอเปร่าในยุโรปที่  Operastudio Vlaanderen ช่วงระหว่างปี 2553-2555  ณ เมือง Ghent ประเทศเบลเยี่ยม “เป็นนักร้องนักดนตรีจะต้องมีคอนเนคชั่นนะครับ ถึงจะไปออดิชั่นหรือทำงานได้ ซึ่งผู้กำกับชาวเบลเยี่ยมที่ผมเจอเขาเป็นไดเรคเตอร์อยู่ที่ Operastudio Vlaanderen เขาอีเมล์มาว่ายังสนใจจะมาออดิชั่นที่นี่อยู่มั้ย ตอนนั้นรู้สึกว่าน่าจะไปต่อได้แล้ว จึงส่งดีวีดีไปออดิชั่น” ความแตกต่างชัดเจนที่สุดของการเข้าศึกษาที่นี่ก็คือ การได้ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง “ในปีๆ หนึ่งเขาจะมี 6 -8 โปรดักชั่น เราจะเป็นเหมือนนักร้องโอเปร่าคนหนึ่งที่เข้ามาทำงาน ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานว่าคืออะไร เจอผู้กำกับเป็นยังไง เจอคอนดักเตอร์เป็นยังไง เจอคอสตูมเป็นยังไง ไปออดิชั่นเป็นยังไง เราไม่ได้เรียนเป็นคลาส ไม่มีตารางตายตัวว่าในหนึ่งเทอมคุณต้องเรียนวันจันทร์ อังคาร  ตารางมันเปลี่ยนทุกวัน แล้วแต่ว่าคอนดักเตอร์จะเข้ามาตอนไหน คลาสเรียนใน Operastudio ก็คือเวที จะมีแต่เวที การอยู่ใน Operastudio ทั้งวันเลยเป็นการสร้างความเคยชินกับการอยู่บนเวทีโดยอัตโนมัติ เหมือนการตัดส่วนวิชาการออก แล้วเรียนเพอร์ฟอร์ม (perform) อย่างเดียว”

“ด้วยความที่เขารับนักเรียนแค่ปีละ 10 คน ขณะที่ conservatory มีเป็นร้อยเป็นพันคน ตอนผมจบหลักสูตรหนึ่งปีแล้ว  ทางไดเรกเตอร์ต้องการให้อยู่ต่ออีกหนึ่งปี  ทั้งที่ตอนนั้นผมได้งานสอนที่มหาวิทยาลัยรังสิตแล้ว  เลยต้องบินไปบินมา พอที่เมืองไทยปิดเทอมผมก็บินไปเบลเยี่ยมเพื่อทำโปรดักชั่นกับเขา”

การเป็นคนเอเชียจำนวนน้อยท่ามกลางเพื่อนต่างชาติ  ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวแต่อย่างใด เพราะนอกเหนือจากภาษาฝรั่งเศสและภาษาดัตช์แล้ว ภาษาอังกฤษยังเป็นอีกหนึ่งภาษาที่คนเบลเยี่ยมใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว สำหรับคนที่อยากเรียนต่อด้านการแสดงการร้องเพลง คุณกิตแนะนำให้เตรียมตัวเป็นลำดับแรกคือ “สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมตัวไปออดิชั่น ต้องอ่านรายละเอียดสิ่งที่เขากำหนดให้ชัดเจน เพราะในแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดต่างกัน ควรเลือกเพลงที่แสดงความสามารถเราได้เต็มที่ เพราะการออดิชั่นมีผลทุกอย่างว่าเขาจะรับเราหรือไม่ จะได้ทุนหรือไม่ได้ จะได้เรียนกับครูที่ดีหรือไม่ดี เพราะถ้าไปเจอครูที่ไม่ดี จะซัฟเฟอร์มาก ดังนั้น มันไม่ใช่แค่การพิจารณาเลือกสถาบัน แต่การเลือกครูก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ง่ายขึ้นเยอะครับ เข้าไปดูในยูทูบว่าครูคนนี้ร้องเป็นยังไง ชอบวิธีการสอนของเขามั้ย หรือดูจากนักเรียนของเขาที่จบออกมาก็ได้  ผมรู้สึกว่าในการเรียนปฏิบัตินั้น สำคัญที่สุดตรงครูนี่ล่ะครับ”

Powered  by HELLO! Education