ดีไซเนอร์ชื่อดังเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย Ek Thongprasert ใครจะรู้ว่า เอก ทองประเสริฐ เริ่มต้นถนนสายแฟชั่นหลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนสานฝันด้วยการนับหนึ่งอีกครั้งกับการเรียนในระดับปริญญาตรีต่อด้วยปริญญาโท สาขาแฟชั่นดีไซน์ ที่ Royal Academy of Fine Arts Antwerp ประเทศเบลเยี่ยม โรงเรียนสอนออกแบบและแฟชั่นระดับโลกที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี สถาบันที่มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร

เขาเลือกเรียนสาขาที่ชอบหลังเรียนจบสถาปัตย์ ด้วยความรักในศิลปะและสนใจแฟชั่น เดิมทีตั้งใจจะไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่อังกฤษ แต่หลังจากหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนแฟชั่นในประเทศต่างๆ ประกอบกับรู้จักสถาบัน Royal Academy of Fine Arts Antwerp ผ่านโร้ดโชว์แนะนำแฟชั่นของประเทศเบลเยี่ยม จึงตัดสินใจเลือกเรียนต่อที่ประเทศเล็กๆ แต่เปี่ยมคุณภาพนี้อย่างไม่ลังเล

“ผมเลือกไปเรียนเบลเยี่ยมเพราะความ Unique ในแง่สถาบัน ถ้าดูจากการจัดอันดับโรงเรียนแฟชั่น ที่นี่ติดอันดับต้นๆ ของโลกเสมอ จำนวนศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จอยู่ในอันดับที่ดี ผมยังแปลกใจว่าทำไมคนไทยแทบไม่มีใครไปเรียน อาจเป็นเรื่องของภาษาและความเคยชิน มักเลือกไปเรียนอังกฤษหรืออเมริกา แล้วมีเอเยนซี่อำนวยความสะดวกติดต่อให้ พอเราตั้งใจว่าจะไปเรียน ทางโรงเรียนไม่มีเอเยนต์ในเมืองไทย ผมติดต่อเองโดยตรง บินไปดูโรงเรียน ไปทำความรู้จักประเทศเบลเยี่ยม เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยไปมาก่อน เซิร์ชหาข้อมูลตามอินเทอร์เน็ตก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่ข้อมูลที่ได้เป็นบวก พอบินไปทำให้ได้รู้ว่าเมืองเขาเป็นยังไง ปลอดภัยมั้ย โรงเรียนเป็นยังไง ใช้ภาษาอะไร เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ใช้หลายภาษา หลักๆ ใช้ภาษาดัทช์กับฝรั่งเศส มีส่วนน้อยใช้เยอรมัน แรกๆ ก็กังวลเหมือนกัน แต่คนเบลเยี่ยมสื่อสารภาษาอังกฤษได้”

เอก ทองประเสริฐ บนเส้นทางสายแฟชั่นที่แสนจะยูนีค

เข้าว่ายาก…จบยิ่งยากกว่า สถาบัน Royal Academy of Fine Arts Antwerp จะเปิดรับสมัครปีละ 2 รอบ ในเดือนกรกฎาคมและกันยายน รับนักศึกษาประมาณ 60 คนต่อปี การสอบเข้าที่นี่ถือว่าหินพอสมควร

“การสอบจะแบ่งเป็น 2 วัน มีสอบภาคปฏิบัติและสัมภาษณ์ พร้อมกับดู portfolio ประกอบ การสอบปฏิบัติ ทุกคนได้โจทย์เหมือนกันหมด เขาเอาหุ่นมาตั้งไว้กลางห้องแล้วให้วาดรูป เขาไม่ได้เน้นทักษะในการวาดรูปว่าคุณต้องวาดสวย ลายเส้นต้องเป๊ะ แต่จะดูที่ความครีเอทีฟมากกว่า คุณมีเอกลักษณ์มากแค่ไหน ส่วนสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนั้นถาม คำถามทั่วไป เช่น เวลาว่างทำอะไร สนใจด้านไหนบ้าง เขาอยากดูคาแรกเตอร์ว่าเราเป็นคนยังไง” หลังทราบผลว่าสอบผ่าน คุณเอกเตรียมพื้นฐานที่คิดว่าจำเป็นจากเมืองไทย อย่างการเรียนวิธีตัดเย็บเสื้อผ้า เรียนภาษาดัตช์ ซึ่งหลายคนอาจไม่ทราบว่าในเมืองไทยมีสถาบันที่เปิดสอนภาษานี้อยู่

“การเรียนการสอนแบ่งเป็นภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ สาขาแฟชั่นดีไซน์ที่ผมเรียนจะเป็นหลักสูตร 4 ปี ปีหนึ่ง เรียนออกแบบตัดเย็บ เน้นสามชิ้นหลัก คือ กระโปรง เสื้อ แจ็คเก็ต ปีสอง รีเสิร์ชข้อมูลคอสตูมในแต่ละยุคเพื่อเตรียมทำคอลเลคชั่น ผมเลือกยุคเรอเนสซองส์ต้องศึกษาข้อมูล เช่น ยุคนั้นใช้ผ้าอะไร แพทเทิร์น สัดส่วนเป็นยังไง แล้วนำมาปรับให้เข้ากับชุดที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ของเรา พอขึ้นปีสามนำไอเดียมาพัฒนาเป็นคอลเลคชั่น ปีสี่ ออกแบบตัดเย็บเป็นคอลเลคชั่น 12 ชุด ผมทำคอลเลคชั่นโดยได้แรงบันดาลใจจากชุดโขน วิธีสอนของเขาจะให้โจทย์มาแล้วนักเรียนตีความเอง จากนั้นอาจารย์จะคอมเมนต์ อันนี้ดี อันนี้น่าเบื่อ ลองทำอย่างนั้นดูสิ ความรู้สึกเหมือนอาจารย์พานักเรียนนั่งเครื่องบินไป แล้วหย่อนทุกคนลงกลางทะเล แต่ละคนต้องพยายามตะเกียกตะกาย ใครว่ายถึงฝั่งได้ก็จบ ใครจมน้ำไประหว่างทางก็คือต้องออก ง่ายๆ แค่นี้เอง”

ด้วยเหตุนี้การเรียนออกแบบแฟชั่นที่สถาบันนี้จึงขึ้นชื่อลือชาว่าจบยากมาก น้อยนักจะเรียนจบภายใน 4 ปี โดยมากลาออกกลางคัน หรือเรียนซ้ำชั้นและใช้เวลา 6 – 8 ปีกว่าจะจบ แต่ไม่ใช่คุณเอกที่จบภายใน 4 ปี และคว้ารางวัลระหว่างเรียนมาได้หลายรางวัล “โรงเรียนนี้พิเศษตรงที่สมัครเข้าเรียนว่ายากแล้ว แต่การข้ามแต่ละชั้นปีถือว่ายากกว่า คุณทำงานมาทั้งปี แต่มาตัดสินเอาวันสุดท้ายว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีการสอบระหว่างเทอม พอถึงวันสุดท้ายของการเรียน คุณแค่วางผลงานทั้งหมดไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกจากห้องไป จากนั้นอาจารย์ที่สอนคุณมาทั้งปีจะมาอธิบายความเป็นตัวคุณและงานของคุณต่อหน้าอาจารย์ทั้งโรงเรียน เขาจะ defend ให้หรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่ทำมาทั้งปี แล้วอาจารย์ทั้งโรงเรียนจะเป็นคนตัดสินว่านักเรียนคนนี้สมควรผ่านหรือไม่ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์จะเหนียวแน่นมาก อาจารย์จะจำได้หมดว่าเด็กคนนี้ไม่มาเรียน คนนี้สั่งงานแล้วไม่ทำ ทุกอย่างจะส่งผลในวันสุดท้าย ท้าทายดีครับ วันที่คะแนนออกทุกคนจะเครียด ปวดท้อง กังวลกันมาก วิธีประกาศคะแนนจะแปลกอีก จะให้นักเรียนทั้งโรงเรียนนั่งอยู่ในห้องโถงเดียวกัน แล้วอาจารย์จะประกาศคะแนนทีละคน ไล่ไปตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสาม จากนั้นจะมีคนทยอยกันนั่งร้องไห้ นักเรียนปีหนึ่งมี 60 คน จะเหลือผ่านขึ้นปีสอง 30 คน พอขึ้นปีสามเหลือ 15 คน จบปีสี่บางปีเหลือไม่ถึงสิบคน สอบไม่ผ่านต้องซ้ำชั้นกันเป็นแถว”

เอก ทองประเสริฐ บนเส้นทางสายแฟชั่นที่แสนจะยูนีค

แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ตอบโจทย์ความต้องการด้านความครีเอทีฟ แบรนด์เครื่องประดับและเสื้อผ้าของเขาก็ได้รับอิทธิพลจากที่นี่เป็นอย่างมาก “โรงเรียนนี้เก่าแก่กว่า 400 ปี รากเหง้ามาจากความเป็นอาร์ตแท้ๆ ที่นี่ถือว่าแฟชั่นเป็นงานอาร์ตอย่างหนึ่ง ส่วนเสื้อผ้าเป็น medium ของอาร์ต เพราะฉะนั้นการออกแบบจะไม่มีขอบเขต คุณอาจจะไม่ได้ใช้ผ้าสำหรับผลิตเสื้อผ้าก็ได้ แต่ใช้วัสดุอย่างอื่น ใช้ฟิล์ม ใช้โลหะ คนที่จบจาก Antwerp จะคิดต่าง ต่อให้จบมาจากโรงเรียนเดียวกัน อาจคิดไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีแบ็คกราวน์ มีคาแรกเตอร์ต่างกัน ผมเรียนจบมาด้านสถาปัตย์ มีความเป็น functional อยู่ งานของผมจะไม่ได้มีความเป็นอาร์ตจ๋าเท่าคนอื่น แต่แฝงความเป็น practical มีความเป็นตรรกะอยู่ในนั้น ซึ่งตัวตนจริงๆ ของผมเป็นอย่างนั้น คือมีความเป็น artistic ที่มี logic อยู่ในเวลาเดียวกัน”

ชีวิตใน Antwerp อาจดูเครียดและกดดัน แต่บรรยากาศบ้านเมืองสงบนิ่ง “เมือง Antwerp พิเศษตรงที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับเป็นหมู่บ้าน เวลาเดินตามท้องถนน ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต จะเจอเพื่อนฝูงคนรู้จัก สิ่งนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเมืองใหญ่อย่างปารีส ลอนดอน นิวยอร์ก ทุกวันนี้ผมยังติดต่อกับเพื่อนที่โน่นอยู่เลย เพราะสนิทกันมาก บรรยากาศมันเอื้อ เวลาเรียนการแก่งแย่งแข่งขันไม่สูง แต่ทุกคนจะช่วยเหลือกันเพื่อให้เพื่อนจบไปพร้อมๆ กัน บรรยากาศ positive มาก ส่วนค่าใช้จ่าย ค่าเทอมอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 แสนบาทต่อปี ถือว่าไม่สูงเลย ค่าที่พักต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตก เมืองอาจจะเหงาๆ ไปบ้าง คนที่ชอบใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสีอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากได้ความ Unique ไม่เหมือนใคร ที่นี่ตอบโจทย์แน่นอนครับ”

บางครั้งทางเลือกที่ไม่เหมือนใคร อาจให้คำตอบที่แตกต่าง สำหรับใครที่สนใจเรียนด้านออกแบบแฟชั่น สถาบัน Royal Academy of Fine Arts Antwerp ประเทศเบลเยี่ยมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณกำลังมองหา

Powered by HELLO! Education