ละคร ด้ายแดง แค่ออนแอร์มาได้ไม่เท่าไร คุณนก สินจัย เปล่งพานิช ในบทบาทการเป็นแม่ที่เชื่อถือโชคชะตาเสียจนยอมทำทุกอย่าง ตั้งแต่การบงการชีวิตลูก หรือแม้แต่ขโมยหลานแท้ๆ ของตัวเองไปทิ้งที่ศาลเจ่ากลายเป็นที่พูดถึงไม่น้อย อะไรที่ทำให้นก สินจัย ดารารุ่นใหญ่ตัดสินใจรับบทนี้ และบทบาทนี้ได้ให้สอนอะไรคุณนก-สินจัยบ้าง เราไปฟังเธอเล่าเรื่องราวในมุมมองของเหม่ยอิงกันค่ะ

บทบาทใหม่ ท้าทายความสามารถของนก สินจัย

คุณนก-สินจัยบอกเราว่า ตอนที่คุณอ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล มาทาบทามให้เล่นบทนี้นั้น แค่เพียงเล่าเรื่องคร่าวๆใ้ห้ฟัง เธอก็สนใจในทันที “บทน่าสนใจค่ะ เพราะเป็นแนวดรามา และบทเหม่ยอิงมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร ทำให้ต้องเล่นแบบพอดีๆ เพราะด้วยสไตล์ของละครทีวี ถ้าเล่นซับซ้อนมากไปคนดูอาจจะไม่ชอบเพราะไม่สนุก เราต้องเล่นให้เข้าใจง่ายแต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูเหมือนมีอะไร

“จริงๆตัวละครในเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นสีเทาหมด ในแง่ความเป็นมนุษย์จึงมีความน่าสนใจ อย่างบทที่พี่บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์เล่น ก็ไม่ใช่คนใจร้าย แต่ทำทุกอย่างเพื่อนาย หรือบทเหม่ยซิงที่จอย-รินลนี ศรีเพ็ญเล่นก็เป็นคนดีที่ไม่มีความสุข เพราะต้องแบกรับทุกอย่าง

“ก่อนจะเล่นก็คุยกับผู้กำกับและคนเขียนบทว่าอยากให้ออกมาเป็นยังไง ถามว่าต้องพูดสำเนียงจีนไหม สุดท้ายเขาก็บอกว่าไม่ดีกว่า เพราะถ้าพูดสำเนียงจีนคนจะไปโฟกัสกับสำเนียง หรือในเรื่องเป็นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่มีธรรมเนียมสวัสดีทักทายหรือประเพณีต่างๆ รายละเอียดเหล่านี้ผู้กำกับจะเป็นคนตัดสินใจ เป็นการทำการบ้านร่วมกัน

“เรียกว่าเป็นงานที่สนุกค่ะ เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพหมด รับส่งกันตีความไปด้วยกัน ป๋อเขาก็จะถามว่าผมต้องรู้สึกแบบนั้นไหมหรือควรทำแบบนั้นไหม แลกเปลี่ยนกัน

“พี่น้อย(มล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) เคยสอนว่า อย่าเอาตัวเองไปควบคุมตัวละคร เช่นถ้าเป็นฉันฉันไม่ทำหรอก เราคิดแบบนี้ไม่ได้เพราะเรากำลังเป็นตัวละคร เราต้องทำยังไงให้ตัวเองเชื่อและคิดและทำจากใจตัวละครนั้นๆ ก็เลยสนุก และประทับใจหลายฉาก”

บท ‘แม่’ และ ‘ย่า’ ในชีวิตจริง

รับบทแม่ในละครแล้ว ลองหันมาดูบทบาทในชีวิตจริงของคุณนกที่เป็นทั้งแม่และย่าด้วย เธอบอกเราว่าทุกวันนี้ตัวเองปล่อยวางมากแล้ว “หลังจากผ่านพ้นช่วงที่ลูกทั้งสามคนยังเล็กมาแล้ว หลังๆมานี้เลยปล่อยวางมากค่ะ เมื่อก่อนต้องทำงานเพื่อสร้างฐานะ ต้องดูแลบ้านไปด้วย ภาระทุกอย่างมาพร้อมกันหมด ก็เลยเหนื่อยเครียดและคาดหวัง

“ตอนนี้ลูกๆก็โตหมดแล้ว งานการก็เข้าที่เข้าทาง เรามีเวลามากพอที่จะอยู่กับหลาน มีเวลาที่จะมองไปข้างหน้า ไม่เหมือนตอนเลี้ยงลูกที่เเหมือนผ่านไปวันต่อวัน ไม่ได้คิดการณ์ไกล ลูกสามคิดอะไรไม่ทัน (หัวเราะ)

“ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เด็กยุคนี้ต้องเรียนอินเตอร์ เขาต้องรู้จักโลกกว้างขึ้น เรารู้สึกว่าตอนนี้เราพร้อมกว่าตอนมีลูกอีก เพราะไม่มีภาระมากมาย และตอนนี้หลานก็ยังอยู่อนุบาล ยังต้องเลี้ยงดูกันอีกยาวนาน”

ดูละคร ย้อนดูตัว

“ถ้าในชีวิตจริงนกเจอสถานการณ์เดียวกับซูซี่ นกแยกบ้านอยู่แล้วค่ะ” คุณนกพูดพลางหัวเราะ เมื่อเราให้เธอสะท้อนภาพตัวละคร “ไม่อยู่หรอกบ้านนี้ เหม่ยอิงซีเรียสกับเรื่องโชคชะตาและการใช้ชีวิตของลูกมากเกินไป โอเคการกระทำทุกอย่างของคนเป็นแม่ก็มาจากความรักลูก แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยด้วย หรือไม่ก็ต้องมีการพูดคุย หรือแก้ปัญหาด้วยการแยกบ้านต่างคนต่างอยู่ตีกว่า จะได้ไม่กระทบกระทั่งกัน

“เท่าที่เล่นบทนี้มารู้สึกว่าตัวละครนี้คิดมากเกินไปไหม งมงายกับคำทำนายมากเกินไปไหม แล้วมาผูกมัดตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองจัดการได้ทุกอย่างภายใต้ความรัก ซึ่งบางทีก็ไม่ถูกไปเสียทั้งหมด แล้วอะไรที่มันมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี นี่คือข้อคิดที่ได้จากละครเรื่องนี้ ทุกอย่างควรอยู่บนทางสายกลาง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงแล้วนะ จะเอาเราไปผูกกับเขา แน่นเกินไปก็ไม่ดี ต้องผ่อนบ้างให้มันพอดีๆ”

และนี่คือข้อคิดจากผู้รับบทเหม่ยอิง ที่เป็นผู้ผูกเงื่อนปมให้ทุกตัวละครในเรื่องนี้