พูดถึง ยุค 4.0 วันนี้เราได้คุณมาย-เสาวคนธ์ ศิรกิดากร ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์กร คนไทยคนแรกที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกประเภทวิชาชีพของสมาคมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สหรัฐอเมริกา และนักจิตวิเคราะห์จากสมาคมจิตวิเคราะห์คาร์ล จุง แห่งประเทศไทย เธอได้นำผลการวิจัยของ World Economic Forum มาย่อยให้เข้าใจ เพื่อจะได้เตรียมตัวก้าวสู่โลก ยุค 4.0 ได้อย่างไม่ตกยุค

ในวันที่โลกเรากำลังนับถอยหลังไปสู่ ยุค 4.0

การเริ่มต้นของยุค

การให้คำจำกัดความของแต่ละยุค เริ่มขึ้นหลังสงครามเย็นหรือราวสี่สิบปีก่อน ซึ่งแต่ละยุคมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันไป ยุคแรกหรือยุค 1.0 คือยุคที่ผู้คนกลับจากสงคราม ใครที่มีเรือกสวนไร่นามาก มีวัวควาย มีผลผลิตทางการเกษตรสูง คนนั้นคือไทคูน

prepare-ourselves-for-4-0-era

เคยได้ยินไหม เมืองไทยจะเป็น ‘นิคส์’

ยุค 2.0 เป็นยุคปฏิวัติอุตสาหรรม เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมโรงงาน แรงงานทำงานกับเครื่องจักร มุ่งเน้นที่ระบบคุณภาพ มีความเชื่อว่า ถ้ากระบวนการถูกต้อง ผลลัพธ์ย่อมถูกต้อง เชื่อมั่นในข้อมูล มีเหตุมีผล มีวินัยสูง

ยุคที่กำลังจะผ่านพ้น

ยุค 3.0 เป็นยุคของการค้าขาย มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการขายผลิตภัณฑ์ บริการ หรืออะไรอื่นๆ ไม่มีขีดจำกัดระหว่างรัฐชาติ ในยุคนี้คนจะมีความเป็นพลเมืองทับซ้อนกันระหว่างการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด กับเป็นพลเมืองในองค์กร และมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน KPI,  Balanced Scorecard ธุรกิจก็จะมุ่งเน้นไปที่ลูกค้า ซึ่งลูกค้าเองก็จะถูกสปอยล์จนเสพติดเซอร์ไพรส์ คาดหวังการได้รับการปฏิบัติอย่างดีที่ต้องมากกว่าเดิมด้วย

สีคือตัวแทน

แต่ละยุคจะมีสีเป็นตัวแทน เช่นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมใช้สีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ซึ่งเป็นสีของความมั่นคง การันตี อาทิ ธนาคารที่ใช้โลโก้สีน้ำเงินเข้ม ไม่ได้เน้นขายความเร็ว ไม่ได้เน้นขายบริการที่เลิศเลอ แต่ถ้ามีเงินฝากในธนาคารแห่งนั้น ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง รับรองได้ว่าเงินจะยังอยู่ หรือยุคแห่งการค้าขาย ซึ่งเป็นยุคเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ สีที่ใช้เป็นสีเขียวตองอ่อน ที่เน้นเรื่องความพึงพอใจของลูกค้า ผู้บริโภคกลายเป็นลูกค้าพริวิเลจตามที่ต่างๆ และมีบัตรสมาชิกเต็มกระเป๋าสตางค์

prepare-ourselves-for-4-0-era

น่านน้ำสีส้มของนวัตกรรม

ในยุค 4.0 ซึ่งปักหมุดเอาไว้ในปี 2020 เรียกว่าเราได้เข้ามาสู่ยุคน่านน้ำสีส้มของนวัตกรรม โลกเจอความไม่มั่นคง มีกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Ecosocial ที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี กลุ่มชนชั้นกลางเติบโตขึ้น และเป็นกลุ่มที่ใช้เงินในการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่สุดของตลาดโลก คนมีความเป็นคนเมืองมากขึ้น ในต่างจังหวัดก็มีความเป็นเมืองซ้อนอยู่ คนทั่วไปจะมองเห็นแค่ what คือเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่คนที่เป็นนวัตกร เขาจะมองว่า  why และ how คือทำไมเป็นอย่างนี้ แล้วจะเป็นยังไงต่อไป

ปรับตัวไม่ทัน ระวังจะเอาต์

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุค 4.0 จะทำให้บางคนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเอาต์ โลกธุรกิจได้จับประเด็นว่า คนที่ทำอะไรได้คุณภาพสูงสุด หรือวิ่งเร็วสุด ไม่ใช่คนที่จะครองใจลูกค้าได้นานที่สุด เพราะลูกค้าในยุคนี้จะเบื่อง่าย เปลี่ยนใจอยู่ตลอดเวลา คนทำธุรกิจจึงต้องรู้ถึงความต้องการของลูกค้า ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวเองเสียอีก แล้วสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แตกต่างอย่างมีคุณค่า

prepare-ourselves-for-4-0-era

รู้ให้ถึงจิตใจมนุษย์

ตัวอย่างของการประสบความสำเร็จ ที่จะเติบโตต่อไปได้ในยุค 4.0 คือการสร้างสรรค์ของเฟซบุ๊ค ที่ใช้นักจิตวิทยาทางสังคมมาประกบในการทำแพลตฟอร์ม เห็นได้จากสมัยแรกๆ ที่มีการแสดงฟีดให้เห็นว่าคนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ผู้ใช้เฟซบุ๊คต่างโวยวายว่าไม่ชอบ แต่สักพักเดียวคนเหล่านั้นก็ปรับตัวได้ สนุกกับการถ่ายรูปและการมีแมกกาซีนของตัวเองในโลกเสมือนจริง นั่นเพราะเฟซบุ๊คจับจุดได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ต้องการการเป็นที่รัก เป็นที่ใส่ใจ เป็นที่ยอมรับ มีคุณค่า และอยากเชื่อมโยงกับอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเรา เฟซบุ๊คเลยจัดให้ทุกคนเป็นเซเลบริตี้ เพราะเขาล่วงรู้จิตใจมนุษย์

Powered by HELLO! Education