ในการสอบเข้าเรียนแพทย์ทุกวันนี้ มีตัวช่วยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง นั่นคือการสอบ BMAT (BioMedical Admission Test) ซึ่งเป็นข้อสอบเฉพาะทางสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์, สัตวแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ จัดทำโดย Cambridge Assessment แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งสถาบันชั้นนำในประเทศไทยเริ่มเปิดรับคะแนน BMAT เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

ซึ่งใช้ในการสอบ TCAS รอบ1 (รอบ Portfolio) เพื่อวัดทักษะหลากหลายมากขึ้น โดยไม่ได้เลือกเด็กจากทักษะด้านวิทย์-คณิตเพียงอย่างเดียว แต่เลือกเด็กจากทักษะหลายด้าน เช่น ทักษะทางด้านภาษา สังคม จิตอาสา ความเป็นผู้นำ หรือ Passion จึงเป็นการเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนที่เก่งด้านภาษา หรือคนที่ชอบทำกิจกรรม

ถ้าเทียบอัตราการแข่งขันแล้ว อย่างรอบ กสพท อัตราการแข่งขันจะอยู่ที่ 1:25 คน แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็น BMAT อัตราการแข่งขันจะลดเหลือ 1:8 เท่านั้นเอง และแนวโน้มในการรับเข้าด้วยคะแนน BMAT ก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

มหาวิทยาลัยชั้นนำเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้าเรียนหลักสูตรปกติ (ภาคไทย), หลักสูตรนานาชาติ หรือแบบ Joint program (เรียนในไทยด้วย ต่างประเทศด้วย) ล้วนเปิดรับด้วยคะแนน BMAT กันทั้งนั้น

ข้อสอบ BMAT แบ่งออกเป็น 3 parts คือ

  1. Aptitude and Skills ใน Part นี้จะเป็นข้อสอบปรนัย 35 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที ประกอบไปด้วยข้อสอบที่เป็นการคำนวณและ Critical Analysis ทดสอบความถนัดและทักษะทั่วไปในการแก้ปัญหา ความเข้าใจการโต้แย้ง การวิเคราะห์ข้อมูลและการอนุมาน
  2. Scientific Knowledge and Applications เป็นข้อสอบปรนัย 27 ข้อ ใช้เวลา 30 นาที โดยมีเนื้อหาที่ครอบคลุมวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคณิตศาสตร์
  3. Writing Task เป็นการเขียนตอบคำถาม 1 ข้อ โดยเลือกจาก 3 ข้อที่ข้อสอบให้มา ข้อสอบ Part นี้ ใช้เวลา 30 นาที วัดความสามารถในการเลือกพัฒนาหรือจัดการความคิด และสื่อสารด้วยการเขียนอย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ

วิธีการเตรียมตัว

สำหรับการเตรียมตัวแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ GPAX(เกรดที่โรงเรียน), ภาษาอังกฤษ, BMAT, Portfolio และการสอบสัมภาษณ์ ดูภาพด้านล่าง

  • ด่านแรก นักเรียนจะต้องทำเกรดตลอดเวลาที่เรียนในโรงเรียนให้อยู่ในระดับค่อนข้างดี เพราะทางมหาวิทยาลัยจะกำหนดเกรดขั้นต่ำที่สามารถยื่นได้เอาไว้ ตามภาพ

สำหรับนักเรียนโรงเรียนนานาชาติจะกำหนดด้วย คะแนน A-Level, IB หรือ SAT แล้วแต่ทางมหาวิทยาลัยนั้นๆจะกำหนด เพราะฉะนั้นน้องๆจะต้องตั้งใจเรียนที่โรงเรียนด้วย

  • ด่านที่ 2 คือ การทำสอบ IELTS หรือคะแนนภาษาอังกฤษอื่นๆ ตามที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด (โดยเราแนะนำให้เลือกสอบ IELTS เพราะยื่นได้กับทุกมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ) ถ้าจะเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูง อย่างเช่น จุฬา น้องต้องได้ IELTS 0 แต่ก็มีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ให้ใช้ IELTS แค่ 6.5 หรือมข. ที่เอาคะแนนเพียง 5.0 ซึ่งคนไม่เก่งอังกฤษมากก็สามารถทำได้ แค่ขยันและฝึกให้ถูกวิธี

นอกจากนั้นการเตรียมภาษาอังกฤษเอาไว้ก่อน จะทำให้เราสามารถปูพื้นฐานสำหรับการสอบวิชาอื่นๆทั้งหมดได้ด้วย เพราะข้อสอบที่เหลือเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ข้อสอบ BMAT ทุก Part ก็เป็นภาษาอังกฤษ  เช่น Part 1 ที่ต้องมีการอ่าน คิดวิเคราะห์ ต้องใช้ทักษะการอ่านพอสมควร ,Part 2 หรือวิทยาศาสตร์  อันนี้ง่ายหน่อย เพราะในโจทย์จะเป็นคำศัพท์ที่คุ้นเคยจากบทเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว และPart Writing เป็นพาร์ทที่ค่อนข้างยากเพราะต้องใช้ทักษะในการเขียนในการเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษ

*ที่สำคัญคือคะแนน IELTS มีอายุ 2 ปี หมายความว่า ควรเริ่มสอบตั้งแต่ ม.5 ถ้าคะแนนดี ก็สามารถเก็บไว้ยื่นตอน ม.6 ได้เลย ไม่ต้องรอสอบทีเดียวหลายๆตัว แล้วไปกระจุกตัวอยู่ที่ ม.6 ให้ปวดหัว นอกจากนั้น IELTS ยังจัดให้มีการสอบทุกเดือนๆ ละ 4 รอบ สามารถสอบได้บ่อยจนกว่าคะแนนจะออกมาดี

  • ด่านที่ 3 การเตรียมตัวสอบ BMAT นั้น จะมีพาร์ทที่ไม่มีสอนที่โรงเรียนอยู่ หรือบางบทที่โรงเรียนสอนไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Part1 Aptitude and Skills และ Part3 Writing task นักเรียนต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือ ทำโจทย์ โดยเฉพาะการทำข้อสอบเก่าย้อนหลังทั้งหมด หรือเรียนเพิ่มเติมกับติวเตอร์

นอกจากนั้นข้อสอบ BMAT เป็นข้อสอบที่เรียกว่า Speed test คือโจทย์ยาวมาก แต่มีเวลาจำกัด ดังนั้นการฝึกฝนจึงเป็นสิ่งจำเป็น แนะนำให้ฝึกทำโจทย์เยอะๆ และลองจับเวลาเสมือนจริงด้วย รวมถึงควรลองสมัครสอบในสนามจริงตั้งแต่ ม.5 ถึงจะใช้คะแนนตอนม.5 ยื่นไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นการซ้อม เมื่อต้องสอบจริงตอน ม.6 จะได้ไม่ตื่นสนาม

  • ด่านที่ 4 Portfolio สำหรับการสอบเข้าแพทย์นั้น แต่ละคณะจะมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน เช่น ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนดให้ส่งเพียง 10 หน้าเท่านั้น น้องๆจึงต้องศึกษารายละเอียดจาก requirement ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดให้ดีๆ

สำหรับรายละเอียดของ Portfolio นั้น ทางมหาวิทยาลัยมักไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องมีอะไรบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละคนใส่ผลงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าพิจารณาจาก Portfolio ของนักเรียนที่สอบติดแล้ว มักมีโครงสร้างที่คล้ายๆกันคือ

  1. ประวัติส่วนตัว เช่น ชื่อ-นามสกุล โรงเรียน รูปถ่าย คะแนนสอบของตัวเอง หรืองานอดิเรก
  2. งานวิจัยหรือโครงงาน เช่น งานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ โครงงานวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน
  3. ผลงานวิชาการหรือการเข้าร่วมการแข่งขัน เช่น การเข้าร่วมค่าย สอวน.การแข่งขันตอบคำถามวิชาการ รางวัลจากการสอบได้คะแนนสูงที่โรงเรียน หรือการเข้าร่วม workshop ต่างๆ
  4. กิจกรรมจิตอาสา ทักษะความเป็นผู้นำ เช่น การออกไปช่วยเหลือทีมแพทย์และพยาบาลตามโรงพยาบาล การออกค่ายอาสา การเป็นตัวแทนขอรับบริจาคเงินเพื่อช่วยโรงพยาบาล
  5. ความสามารถพิเศษอื่นๆ เช่น ประกวดร้องเพลง เล่นดนตรี เป็นนักกีฬา

โดยมีคำแนะนำสั้นๆคือ ถ้านักเรียนทำกิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับอาชีพแพทย์ โรงพยาบาล การช่วยเหลือรักษาคน หรือกิจกรรมที่แสดง passion ว่าเรารักอาชีพนี้จริงๆ เราเคยไปสัมผัสมาแล้ว ไม่ได้อยากเป็นหมอตามกระแสเฉยๆ ก็จะทำให้พอร์ตของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ยิ่งสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้มาใส่พอร์ตได้มากเท่าไร ยิ่งเริ่มสั่งสมประสบการณ์แต่เนิ่นๆได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้คณะกรรมการเห็นถึงความตั้งใจจริงด้วย เพราะถ้าในพอร์ตเรา มีแต่กิจกรรมที่เพิ่งทำช่วงใกล้ๆเวลายื่นพอร์ต ก็จะดูไม่น่าเชื่อถือ เหมือนเราพยายามทำกิจกรรมเพื่อให้มีพอร์ตส่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา

  • ด่านสุดท้าย คือการสอบสัมภาษณ์ ด่านนี้ก็เป็นอีกด่านที่หินมากๆ สำหรับเด็กหลายคน เพราะรอบนี้บางมหาวิทยาลัยคัดคนออกเกินครึ่ง! (ไม่เหมือนกับการสอบรอบ กสพท ของภาคไทย ที่มีไว้ทดสอบสภาพร่างกายและจิตใจเบื้องต้นเท่านั้น แทบไม่คัดคนออกเลย) รอบสัมภาษณ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยก็ไม่เหมือนกัน แต่มักอยู่ในรูปแบบของ MMI (Multi Mini Interviews) คือมีห้องหลายๆห้องในการสัมภาษณ์ แต่ละห้องจะเจอคำถามและรูปแบบการสัมภาษณ์ที่ต่างกัน เช่น
  • เป็นคำถามพื้นฐานทั่วไปให้แนะนำตัว สอบถามข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น
  • กรรมการจะไม่ถามตอบกับเรา คือเขาจะให้อ่านแค่คำถาม แล้วให้เราพูดให้กรรมการฟังอย่างเดียว โดยมีกล้องบันทึก แต่ถ้าเขาอยากฟังอะไรเพิ่ม เขาก็จะพูดแค่ว่า มีอะไรเพิ่มเติมไหม?
  • ให้เขียนเรียงความสดๆ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยให้หัวข้อมา แล้วให้เราเขียนตอบ
  • มีการเล่นบทบาทสมมติกับเรา โดยมีตัวละครมาสร้างสถานการณ์ แล้วดูว่าเราจะแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างไร
  • มีคำถามที่เป็นลักษณะ Dilemma ให้เราตอบ โดยคำตอบจะไม่มีผิดไม่มีถูก แต่กรรมการจะดูวิธีการให้เหตุผลของเราแทน

Blog น่ารู้เกี่ยวกับ BMAT เพิ่มเติม

  1. BMAT คืออะไร? ทำความรู้จัก BMAT อีกหนึ่งโอกาสในการเป็นหมอ

https://www.ignitebyondemand.com/2019/07/01/bmat-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/

  1. [YOUNG งงๆ] IGNITE ตอบทุกคำถามกับการสอบ BMAT

https://www.ignitebyondemand.com/2019/07/08/young-ngong-ngong-bmat-test/

  1. รีวิวข้อสอบพร้อมเทคนิคพิชิต ข้อสอบ BMAT PART 1 BY พี่ภัทร์และพี่กั๊ก

https://www.ignitebyondemand.com/2019/05/17/review-bmat-test-part1/

  1. รีวิวสอบเข้า แพทย์ มข. & รามา โอกาสที่มากกว่าของชาวอีสาน

https://www.ignitebyondemand.com/2019/05/08/timeline-bmat-medicine-northeast-thailand/

  1. บทสัมภาษณ์ “เพิร์ต” BMAT ที่1 ของประเทศ

https://www.ignitebyondemand.com/2019/04/17/interview-bmat-number1-thailand/

  1. รวม REQUIREMENT คณะ แพทย์ เภสัช ทันตะ และสัตวแพทย์ TCAS 62 รอบ 1

https://www.ignitebyondemand.com/2018/11/21/requirement-medical-school-tcas62-1/

  1. ปราบ BMAT PART 2 CHEMISTRY ให้อยู่หมัด ด้วยเคล็ดลับจากพี่ก๊อฟ

https://www.ignitebyondemand.com/2019/06/18/trick-bmat-part2-chemistry-test/

  1. พิชิตข้อสอบ BMAT PHYSICS กับ TOPICS ที่หลักสูตรไทยไม่ครอบคลุมจากพี่เกรท

https://www.ignitebyondemand.com/2019/06/24/trick-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a-bmat-physics/

ข้อมูลจาก ignite by OnDemand