คุณสินี จักรธรานนท์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอโชก้า (ประเทศไทย) เบื้องหน้าหญิงเก่งแห่งแวดวงพัฒนาสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยั่งยืน แต่เบื้องหลังคือนักศิลปศาสตร์ที่รักการอ่าน การเขียน และการละคร ไปจนถึงชื่นชอบงานศิลปะ ซึ่งพันธุกรรมความสามารถทั้งสองด้านนี้ ถูกถ่ายทอดไปยังลูกๆ ด้วย

เด็กส่วนใหญ่จะมีความชื่นชอบหรือความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง เช่นถ้าชอบศิลปะแล้วความสามารถด้านนี้จะดีเด่นกว่าความสามารถทางวิทยาศาสตร์ หรือหากชอบวิทยาศาสตร์ ความสนใจและความสามารถทางศิลปะก็จะด้อยลง น้อยคนนักจะเติบโตขึ้นโดยมีความสามารถทั้งสองด้านโดดเด่นทัดเทียมกัน ในฐานะแม่ที่เฝ้ามองการเติบโตของลูกอย่างใกล้ชิด และพบว่าลูกฉายแววความโดดเด่นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน คุณสินี จักรธรานนท์ มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการผสมผสานความโดดเด่นบางอย่างจากผู้เป็นพ่อและแม่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเลี้ยงดู ความใกล้ชิดและเอาใจใส่

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

“ส่วนตัวเรียนมาทางศิลปะ จบอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชอบภาษาเป็นชีวิตจิตใจมาก และพูดได้ 3-4 ภาษา และชอบวาดรูปมาก ทั้งยังชอบศิลปะการละคร การพูด และการเล่าเรื่อง ซึ่งน่าแปลกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกเราด้วย โดยที่เราเองไม่ได้บังคับหรือผลักดันเขา”

“ลูกทั้งสอง (ปองกานต์ ลูกสาวคนโต และนรมน ลูกสาวคนเล็ก) แม้จะฉายแววความสามารถทางศิลปะในตอนเด็ก แต่วิชาการด้านวิทยาศาสตร์ก็ไม่ด้อย เราจึงเชื่อว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม เพราะคุณพ่อของเขา (สุรเธียร จักรธรานนท์) เป็นวิศวกรและเคยเป็นผู้บริหารโครงการขนาดใหญ่ในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้านไบโอดีเซลล์ที่ค้นคว้าพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีด้วยตนเองและทีมงาน คุณพ่อของเขาหลงใหลวิชาเคมี เป็นนักทดลอง และเคยได้รับรางวัลด้านนี้สมัยเป็นนักเรียน เรียกว่าอยู่ในสายนี้มาโดยตลอด และไม่ใช่คนที่ชอบศิลปะเลย ดังนั้นเมื่อลูกมีความสนใจทั้งสองด้าน เราจึงเชื่อว่ามันเป็นการผสมผสานทักษะของทั้งพ่อและแม่”

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เด็กๆ มักจะฉายแววความสนใจ ความชื่นชอบ และความสามารถที่โดดเด่นตั้งแต่ยังเล็ก หากผู้เป็นพ่อแม่มองเห็นก็จะสามารถส่งเสริมพวกเขาได้อย่างถูกวิธี รวมถึงกล่อมเกลาความคิดในเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด “ลูกเราโชคดีที่เติบโตมาในบรรยากาศที่อบอุ่น และได้รับการเลี้ยงดูตามสถานภาพของเขา เราทำให้เขาเห็นเป็นแบบอย่างในด้านวิชาชีพ เหมือนสร้างฐานที่มั่นคงทางจิตใจและครอบครัว จริงๆ สิ่งที่เราได้รับจากพ่อแม่และเราก็ถ่ายทอดไปให้ลูก นั่นคือนิสัยรักการอ่าน ของขวัญที่ให้ลูกชิ้นแรกๆ คือสมุดบันทึกกับดินสอ ลูกจะทำอะไรก็ได้ จะเขียนหรือวาดรูปก็ได้ เขาชอบวาดรูป ส่วนหนังสือเราก็ให้เขาอ่านได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การ์ตูน นิทาน ไปจนถึงนวนิยาย เวลามีงานหนังสือประจำปีก็ให้เขาไปเลือก เราเป็นสมาชิกนิตยสารหลายฉบับ เราให้คุณค่ากับงานเขียนที่ภาษาดี ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพของชีวิตได้ดี เราไม่ปิดกั้น เขาเลยกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ซึ่งมันมีผลต่อพัฒนาการและการต่อยอดในชีวิตของเขา ไม่ว่าวันหนึ่งเขาจะเลือกเดินในเส้นทางไหน วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ”

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

ปัจจุบันลูกสาวคนโต คุณปอง-ปองกานต์ จักรธรานนท์ จบการศึกษาปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมเคมี นาโนเทคโนโลยีจาก Stanford University โดยได้รับทุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กลับมาเป็นกำลังของชาติ ส่วนลูกสาวคนเล็ก คุณปาย-นรมน จักรธรานนท์ จบการศึกษาจากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งนี้อาจทำให้คนภายนอกมองว่าเป็นความสำเร็จในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ แต่สำหรับคุณสินีแล้วความสำเร็จทางการศึกษาของลูกเริ่มต้นจากการเอาใจใส่ขั้นพื้นฐานของพ่อแม่เป็นสำคัญ

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

“ลูกทั้งสองคนเรียนโรงเรียนประถมใกล้บ้าน ปองเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่ยังเล็กและได้รับทุนเรียนดีจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นป. 1 ถึงป. 6 จากนั้นเรียนสาธิตปทุมวัน แล้วเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยเลือกสายวิทย์ประยุกต์ อย่างที่เล่าว่าด้วยความที่เขาชื่นชอบศิลปะ เราก็เลยส่งเสริมเพราะรู้สึกว่าศิลปะช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้ และเขาก็พัฒนาความสามารถจนฉายแวว และมีโอกาสได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนในการประกวดงานศิลปะหลายโอกาส เช่นเดียวกับการเป็นเด็กเรียนดีเลยมีโอกาสเป็นตัวแทนแข่งขันกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ และเคยได้รับเหรียญรางวัลด้านคณิตศาสตร์ด้วย สมัยสอบเข้ามาหาวิทยาลัย เขามีโอกาสเยอะมาก คือสอบติดแพทย์ จุฬาฯ วิศวกรรมศาสตร์ เรียกว่าได้ทุกคณะที่เลือก และได้เป็นที่หนึ่งในการสอบเข้าสถาปัตย์ จุฬาฯด้วย

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

การตัดสินใจครั้งสำคัญคือการได้รับทุนของศูนย์นาโนเทคโนโลยี สวทช. ซึ่งต้องเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศจนถึงระดับปริญญาเอก ก่อนจะกลับมาใช้ทุน “ช่วงแรกเมื่อตัดสินใจเลือกทุน เขาต้องไปเรียนที่ Prep School เพื่อปรับพื้นฐาน เป็นโรงเรียนเอกชนที่ค่าใช้จ่ายแพงมาก แต่ทาง สวทช. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ เขาต้องปรับตัวเยอะ ทั้งภาษา อากาศ ความรู้สึกห่างบ้าน แต่โชคดีว่าวิชาการแข็ง คะแนนดี ช่วงที่จบคะแนนของเขาได้อยู่ใน Hall of Fame ของ Prep School จากนั้นก็ไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ได้มาสองสามแห่ง แต่เขาเลือก North Western University ซึ่งมีชื่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ใหญ่มาก อยู่ในชิคาโก เขาจบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมี ได้เกียรตินิยม แล้วจึงเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ได้ที่ Stanford University โดยทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับ Solar Energy ซึ่งเขาบอกว่ายากมาก แต่โชคดีว่าเขารู้วิธีรักษาสมดุลให้ตัวเอง เรื่องศิลปะก็ยังอยู่ เขาได้ช่วยออกแบบลายกราฟิกบนเสื้อในงาน Thai Night  ปีแรกที่เข้าเรียน เขาเป็นผู้หญิงคนเดียวใน PhD. Program ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยสอนนักศึกษาปริญญาตรีพร้อมทั้งเดินทางท่องเที่ยว เรื่องความทุกข์ก็คงมีบ้างเป็นธรรมดามนุษย์ แต่เชื่อว่าเขาคงมีความสุขในเส้นทางที่เลือก

สินี จักรธรานนท์ ส่งต่อพันธุกรรมมากความสามารถสู่ลูก

“เป้าหมายในการเลี้ยงลูกคือ หนึ่งต้องเป็นคนดี สองต้องพึ่งตัวเองได้ และสามต้องมีความสุข การเป็นคนดีหมายถึงมีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เราเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมแล้ว เราอาจจะมีมากกว่า ดังนั้นเมื่อมีแล้วเราก็ต้องรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น ส่วนการพึ่งตนเอง สิ่งแรกคือเขาต้องมีความรู้ความสามารถ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักถ่อมตัว รู้จักคิด เราเลี้ยงลูกด้วยความหวังว่าพอถึงวันหนึ่งเขาจะสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ เมื่อเขาเป็นคนดีและพึ่งพาตัวเองได้แล้ว เชื่อว่าเขาจะมีความสุข ความรู้ความสามารถจะเป็นสิ่งที่เอื้อให้เขากล้าคิดกล้าทำ เขาต้องกล้าเอาชนะ ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักคำว่าแพ้ให้เป็นด้วยเหมือนกัน”

Powered by HELLO! Education