หนุ่มผู้ฉายแววความเก่งตั้งแต่เด็ก ได้เกรด 4 รวดทุกวิชา แต่เพชร – พิชญุตม์ จิรภิญโญ อดีตนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง กลับไม่ใช่เด็กคงแก่เรียนที่วันๆ เอาแต่สนใจเรื่องตำรา แต่เป็นนักกิจกรรมตัวยงตั้งแต่เด็ก พร้อมได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนต่อที่ Phillips Academy Andover และ Harvard University สหรัฐอเมริกา จนจบได้เกียรตินิยมอันดับ 1

กวาด 4 รวดทุกวิชา พร้อมกับเป็นนักกิจกรรม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ กุมารแพทย์แห่งโรงพยาบาลศิริราช และพ.ญ.มยุรี จิรภิญโญ สูตินรีแพทย์แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี คุณเพชรเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ต่อที่เตรียมอุดมฯ ที่นี่เองที่ร่วมกับเพื่อนในชมรมทำคู่มือติววิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมต้นขายได้เงินเข้าชมรมเป็นกอบเป็นกำ

“ตอนเด็กผมเรียนใช้ได้ เกรด 4 หมดทุกวิชา ผมมีพี่สาวหนึ่งคน คุณแม่อยากให้เป็นหมอ เพราะพี่สาวผมได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนแพทย์ แต่ผมอยากทำอะไรที่เป็นตัวเองมากกว่า อาชีพแพทย์ท้าทายมาก แต่ต้องอยู่ในกรอบนิดหนึ่ง เพราะสร้างสรรค์มากก็ไม่ดีกับคนไข้ ตอนเรียนป.5 เพื่อนชวนเขียนเว็บไซต์ เลยไปซื้อคู่มือมาแล้วลองทำดู

“ตอนนั้นตื่นเต้นมากเขียนเว็บไซต์สำเร็จ แรกๆ ไปดึงข่าวคนอื่นมา จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ออกไอเดียให้ใช้บทความในหนังสือที่ท่านเขียนมาใส่ในเว็บไซต์ ตั้งชื่อแม่เด็กด็อทคอม มีสปอนเซอร์เล็กน้อยพอจ่ายค่าเช่า Server ปีละสามสี่หมื่นบาท เป็นความภูมิใจแบบเด็กๆ ผมสนใจเรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนนั้น”

ตัวแทนไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ด้านการเขียนโปรแกรมที่สหรัฐอเมริกา “เขามีโจทย์มาให้เขียนโปรแกรม แข่งกับเด็ก 70 ประเทศทั่วโลก ได้เหรียญทองแดง พอเข้าเตรียมอุดมฯ เริ่มสนใจเรียนน้อยลง หันมาสนใจสังคมและติดตามการเมืองมากขึ้น เป็นหัวหน้าห้อง ประธานชมรมคอมพิวเตอร์ พยายามหาเงินเข้าชมรมด้วยการทำคู่มือเตรียมสอบคณิตศาสตร์ม.ต้น เขียนข้อสอบร่วมกับเพื่อนเป็น bestseller ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สมัยนั้นฮิตประกวด The Star เราเอาเงินที่ได้มาจัดแข่งขันคณิตศาสตร์สำหรับเด็กม.ต้น ประสบความสำเร็จมาก”

สอบได้ทุนเล่าเรียนหลวงเป็นอันดับ 1 “พอได้ทุนชีวิตเปลี่ยนเลย ได้ไปเรียนที่ Phillips Academy Andover 1 ปี เพื่อปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน เหมือนไปเรียนซ้ำม.6 ใหม่ เป็นครั้งแรกที่ผมไปต่างประเทศ ลำบากเรื่องภาษาพอสมควร เราเรียนโรงเรียนไทยมาตลอด พูดกับเพื่อนจนเหนื่อยแต่เพื่อนก็ยังไม่เข้าใจ บังคับให้ตัวเองอ่านภาษาอังกฤษเยอะขึ้น พยายามดูทีวีแม้จะฟังไม่รู้เรื่องแล้วฝึกพูดตาม ทำทุกวิถีทาง ต้องพยายามทำตัวชินกับความล้มเหลว การขอความช่วยเหลือ การถูกล้อเลียน หลังจากที่เรียนดีมาตลอด ตอนนั้นมีบางอารมณ์ที่อยากกลับบ้าน

แต่รู้สึกว่าถ้าเรากลับมันเหมือนหนีปัญหามากกว่า เล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังท่านก็บอกว่าเห็นไหมให้เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กไม่เรียน ท่านเห็นใจแต่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันชั่วคราว พอถึงจุดหนึ่งที่ผ่านปัญหาไปแล้ว เราจะโอเค”

ภาษาไม่่ใช่อุปสรรคสู่ Harvard University เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันของใครหลายคนอย่าง Harvard University, Princeton University, Stanford University และ University of Pennsylvania ได้ และเลือก Harvard “ถึงจะเข้า Harvard University ได้ก็ยังใช้คำผิดๆ ถูกๆ อยู่บ้าง (หัวเราะ) ผมมามั่นใจจริงๆ ตอนใกล้จบแล้ว ตอนแรกไม่เชื่อในศักยภาพตัวเอง คิดว่าเราเป็นเด็กประเทศกำลังพัฒนา แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เชื่อในศักยภาพตัวเอง กล้าจะเลือกคลาสที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากๆ พอถึงคลาสสุดท้าย ตัดสินใจเลือกคลาสยากแม้จะรู้ว่าไม่มีแต้มต่อ แต่สุดท้ายก็ได้ A- พร้อมกับเกียรตินิยมอันดับ 1”

ชีวิตใน Harvard University “ไม่ได้แข่งขันชนิดเอาเกรดมาเทียบกัน เป็นเรื่องของคนที่อยากทำทุกอย่างมากกว่า อยากทำกิจกรรมให้มากที่สุดมากกว่า ผมเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โทเศรษฐศาสตร์ ที่นั่นเป็น Liberal Arts นิดๆ เขาให้เด็กเรียนหลากหลาย เพื่อให้มีมุมมองกว้างขวาง ผมได้เรียนประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา ศาสนาพุทธ ระหว่างเรียนเข้าชมรมชื่อ Cambridge Microfinance Initiative เพื่อช่วยเหลือคนยากจนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ

แต่ไม่มีเครดิตเลยกู้เงินลำบาก ตอนนั้นเรื่องไมโครไฟแนนซ์ดังมาก ผมร่วมเป็นรองประธานชมรมวารสารมหาวิทยาลัย เพื่อพิมพ์วารสารเทอมละฉบับแจกฟรี เกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เด็กเขียนเอง ทีมดีไซน์ของเราเก่งมาก เลยไปรับจ้างออกแบบวารสารอื่นในมหาวิทยาลัยเป็นรายได้ 2 ทาง เราบริหารคล้ายบริษัทเลยแหละ รับถ่ายรูปให้มหาวิทยาลัยด้วย”

จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกแห่งการทำงาน

หลังจากเรียนจบ Harvard University คุณเพชรก็กลับมาทำงานในสิงคโปร์ ที่บริษัท Bain & Company “อันที่จริงทุนเล่าเรียนหลวงไม่ได้มีภาระผูกพันว่าจะต้องกลับมาใช้ทุน แต่ผมอยากกลับมา region นี้ ก็เลยไปทำงานกับ Bain & Company เป็นบริษัทใหญ่ 1 ใน 3 ของอเมริกา รับปรึกษาธุรกิจของอเมริกา และทำโปรเจคท์ที่เมืองไทย ปากีสถาน สิงคโปร์ มาเลเซีย ทำอยู่ 2 ปี ได้ประสบการณ์เยอะเหมือนกัน เพราะทำงานกับธุรกิจที่หลากหลาย

เราได้ใช้ศักยภาพของตัวเองแก้ปัญหามูลค่าเป็นสิบเป็นร้อยล้านให้กับบริษัทลูกค้ามีโปรเจคท์หนึ่งที่เราไปช่วยลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่พยายามขยายตลาดไประดับล่างที่ปากีสถาน พอไปถึงต้องมีบอดี้การ์ดพกปืนกับคนขับรถประจำตัว เพราะประเทศเขาอันตรายมาก มีการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นประจำ ไปตลาดคนก็หยุดมองแล้วมาขอเชคแฮนด์กับขอถ่ายรูป เพราะมีผมกับเพื่อนร่วมงานชาวนอร์เวย์ที่เป็นต่างชาติ เหมือนเราเป็นดารา (หัวเราะเบาๆ) เราเคยอ่านข่าวว่าปากีสถานเป็นประเทศที่น่ากลัว แต่ปรากฏว่าคนเขาน่ารักมาก

“พอครบ 2 ปีผมก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Senior Associate Accountant เรารู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเรียนรู้อะไรเยอะเลย ทำให้อยากทำอะไรมากกว่านั้น เราอยากเอาพลังออกมาทำอะไรที่มีคุณค่า ประกอบกับได้เจอผู้ก่อตั้ง Teach For Thailand คุณวิชิตพล ผลโภคพอดี ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับ Teach For America เริ่มมา 23 ปีแล้ว โดยเด็ก Princeton University

คนหนึ่งที่สงสัยว่าบริษัทชั้นนำของประเทศแย่งตัวนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยดีๆไป แต่ทำไมไม่มีใครมาแย่งตัวพวกเขาไปทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการศึกษาที่เป็นปัญหาใหญ่มากและแก้ยากมาก เขาก็เลยตั้ง Teach For America หาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาสอนในโรงเรียนที่ด้อยโอกาสที่สุด 2 ปี ก่อนที่พวกเขาจะทำอย่างอื่นต่อไป เพราะประสบการณ์การทำงานในบริบทที่ท้าทาย จะช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ การทำงาน และทัศนคติของผู้เข้าร่วมโครงการไปด้วยในตัว ผ่านไป 20 ปีองค์กรเติบใหญ่มาก เด็ก Harvard University 1 ใน 5 เลือกสมัครเข้าทำงานกับ Teach For America ทั้งที่งานนี้เป็นงานที่ไม่ง่าย เงินก็ไม่ดี แต่เด็ก Harvard University ที่มีทางเลือกหลากหลายกลับเลือกงานนี้

“พอ Teach For Thailand ก่อตั้งขึ้น ผมก็เลยทิ้งเงินเดือนละหลายแสนบาท ลาออกจาก Bain & Company มาช่วยเขาทำการตลาด เพราะเป็นโครงการที่น่าจะช่วยประเทศไทยได้มาก แรกๆหลายคนก็สงสัยว่าเด็กไทยจะสนใจหรือ แต่กลายเป็นว่ามีเด็กกลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์ สมัยเรียนอาจเคยทำค่ายอาสา เห็นปัญหาสังคมบ้านเราแล้วทนไม่ได้ อยากมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง มีคนที่มีความสามารถสูงหลายคนที่มีทางเลือกในชีวิตเยอะ แต่เลือกที่จะมาทำจุดนี้ มาเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กด้วยกัน ซึ่งเรามองหาครูที่จะมาสอน 3 วิชา เลข วิทยาศาสตร์ กับภาษาอังกฤษ

“ผู้เข้าร่วมโครงการเหล่านี้มาจากเส้นทางชีวิตที่หลากหลายทั้งคนที่จบจากในและต่างประเทศ ทว่ามีจุดร่วมเดียวกันคือความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมกันให้กับเด็กนักเรียนทุกคน”

จากมุมมองของคนที่เรียนดีทำงานดีและเคยมีประสบการณ์ในต่างแดน เขารู้สึกอย่างไรกับเวลาที่ผ่านมา “เรื่องวิชาการไทยก็ปึ้กเหมือนกัน แต่มีความแตกต่าง 2 ข้อ คืออเมริกาเน้นให้เด็กคิด วิเคราะห์วิจารณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเยอะมาก ซึ่งแต่ละคนก็ได้ฝึกคิดและฝึกรับความคิดเห็นของคนอื่น แม้จะเป็นความคิดที่ไม่เหมือนของเราแต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ สอง การศึกษาที่อเมริกาสอนให้คนเป็นคน ไม่ใช่ความพยายามที่จะสร้างแรงงานให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจต่อไป เขาสนับสนุนให้คนทำกิจกรรมนอกห้องเรียน

เขาบอกเราว่าเหตุผลที่ยอมทิ้งเงินเดือนหลายแสนบาท เพื่อมาทำงานด้านการศึกษา เพราะอะไร “เพราะผมเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงซึ่งเป็นเงินรัฐบาล เลยอยากคืนกำไรให้สังคมก่อน อย่างน้อยเราได้เป็นพลังส่วนหนึ่งที่มาแก้ปัญหา อนาคตไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแต่เรื่องแบบนั้นรอได้ ถ้าอยากทำมันก็ยังอยู่”

Powered by HELLO! Education