ประเทศยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่นักเรียนไทยให้ความสนใจไปศึกษาต่อกันเป็นจำนวนมาก เพราะ สหรัฐอเมริกา มีการศึกษาให้เลือกทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยโรงเรียนมัธยมในอเมริกาที่สามารถรับนักเรียนต่างชาติได้จะเป็นโรงเรียนเอกชน รับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Grade 6 – 12 มีทั้งที่เป็นโรงเรียนไปกลับ และโรงเรียนประจำ มีให้เลือกในทุกรัฐ การเรียนการสอนเน้นกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ และสังคมที่มีความแตกต่างด้านความคิดได้

ใครๆ ก็ไปเรียน สหรัฐอเมริกา

  • เป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบอุดมศึกษาดีที่สุดในโลก ด้วยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 4,000 แห่ง
  • การศึกษาขั้นอุดมศึกษาได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั่วโลก และเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักศึกษาต่างชาติ
  • มีหลักสูตรและมหาวิทยาลัยให้เลือกเรียนจำนวนมากหลังเรียนจบหลักสูตรภาษา

ในการสมัครเรียนระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาต่างชาติจะต้องทดสอบ TOEFL ก่อน ยิ่งสอบได้คะแนนดีเท่าไหร่ โอกาสจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยชั้นนำยิ่งมีมากเท่านั้น

สำหรับไฮสคูลของอเมริกัน นักเรียนสามารถเลือกวิชาเรียนเองได้ คล้ายกับในมหาวิทยาลัย และเรียนเพียงวันละ 6 คาบ รวมทั้งเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอื่นๆ หลังเลิกเรียน ที่สำคัญไม่มีการเรียนพิเศษ

ส่วนในระดับอุดมศึกษา สหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยระดับโลกจำนวนมาก ทุกแห่งเน้นหลักสูตรที่ทันต่อโลก ผสานกับการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนการสอน เน้นการสอนหลากหลายวิธี มีการเรียกความสนใจจากผู้เรียน โดยการยิงคำถามให้ตอบที่เรียกว่า Cold Call ไม่เน้นจดเลคเชอร์เหมือนบ้านเรา แต่เน้นการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียน

ข้อมูลควรรู้

สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ จำนวนประชากร ตลอดจนระบบการศึกษาในแต่ละรัฐ นั้นแตกต่างกันไป จึงควรทราบข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อเป็นปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียน

สภาพทางภูมิศาสตร์

สหรัฐอเมริกามีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ เทียบได้ 18 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย ประกอบด้วย 50 รัฐ กับ 1 เขตการปกครอง

สภาพภูมิอากาศ

สหรัฐอเมริกามีสภาพอากาศทุกรูปแบบ แบ่งได้ 4 ฤดู โดยอุณหภูมิแต่ละรัฐแตกต่างกันออกไป คือ

  • ฤดูร้อน เดือนมิถุนายนสิงหาคม  อุณหภูมิเฉลี่ย 20 – 30°C
  • ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย 7 – 25°C
  • ฤดูหนาว เดือนธันวาคมกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย -12 ถึง – 8°C
  • ฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคมพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 9 – 23°C

ประชากร

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประชากรประมาณ 328.5 ล้านคน  เป็นที่รวมของประชากรซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่างๆ ที่อพยพเข้าไปตั้งรกราก โดยมีกลุ่มคนผิวขาวมากท่ีสุด รองลงมาคือ แอฟริกันอเมริกัน เอเชียนอเมริกัน อินเดียแดง และฮาวาย

เวลา

เวลาในแต่ละภูมิภาค แบ่งเป็น 4 โซนใหญ่ดังนี้

  • Eastern Time Zone (EST) หรือภาคตะวันออก ช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง เช่น เมืองบอสตัน นิวยอร์ก วอชิงตัน ดี ซี
  • Central Time Zone (CST) หรือตอนกลางของประเทศ ช้ากว่าไทย 13 ชั่วโมง เช่น ชิคาโก
  • Mountain Time Zone (MST) หรือเขตแถบภูเขา ช้ากว่าไทย 14 ชั่วโมง เช่น เดนเวอร์ ฟีนิกซ์
  • Pacific Time Zone (PST) หรือเขตมหาสมุทรแปซิฟิก ช้ากว่าไทย 15 ชั่วโมง เช่น ซานฟรานซิสโก ซีแอตเทิล ฮาวาย

ระบบการศึกษา

สหรัฐอเมริกาไม่มีหลักสูตรการศึกษาระดับประเทศ รัฐแต่ละรัฐจะมีกระทรวงศึกษาธิการของตนเอง ทำหน้าที่จัดตั้งแนวทางและรูปแบบการศึกษาในแต่ละรัฐ โดยเด็กอเมริกันทุกคนต้องเรียนหนังสือจนถึงอายุ 16 ปี ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา แบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้

ระดับอนุบาล

เริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 3 ปี โดยการศึกษาระดับนี้ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ

ระดับประถมศึกษา

เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 6 – 11 ปี ใช้เวลาเรียน 6 ปี (Grade 1-6)

ระดับมัธยมศึกษา

สำหรับเด็กอายุ 12 – 18 ปี โดย Junior High Schools เป็นการศึกษาระดับมัธยมต้น (Grade 6 – 9) และ Senior High Schools เป็นการศึกษาระดับมัธยมปลาย (Grade 10 – 12) มีนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ และส่วนใหญ่สมัครเรียนในโรงเรียนประจำเอกชน (Prep School) เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ ไม่สามารถจัดหาที่พักให้ได้ ซึ่งการส่งลูกเข้าโรงเรียนประจำของเอกชน มีข้อพิจารณาดังนี้

  • ควรดูสถานที่ตั้งว่าอยู่ที่ไหน
  • ค่าเล่าเรียนว่ามากเท่าไร
  • ขนาดของโรงเรียนว่าเล็กใหญ่เพียงใด
  • สัดส่วนจำนวนครูต่อนักเรียน 1 ห้อง
  • ความหลากหลายของนักเรียน
  • กิจกรรมนอกหลักสูตรว่ามีอะไรน่าสนใจ
  • แผนกแนะแนวของโรงเรียนประจำจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ครูแนะแนวที่มีชั่วโมงบินสูง สามารถให้คำแนะนำในการสอบเข้าเรียนต่อในสถาบันต่างๆ ที่เหมาะสม

ตามข้อมูลของ National Center for Education Statistics (NCES) สหรัฐอเมริกามีโรงเรียนประจำของเอกชน 33,000 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็น 25% ของโรงเรียนทั่วประเทศ และเด็ก 5.5 ล้านคน หรือ 10% ของนักเรียนทั้งหมดเข้าโรงเรียนประจำของเอกชน

ระดับอุดมศึกษา

สหรัฐอเมริกามีทางเลือกมากมายในการศึกษาชั้นอุดมศึกษา มีสถาบันรองรับมากกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

  1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior College หรือ Community College) เป็นหลักสูตร 2 ปี มี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
  • Transfer Track เป็นหลักสูตรวิชาพื้นฐาน 2 ปี สามารถโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน โดยเกรดเฉลี่ยจะเป็นตัวกำหนดการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย
  • Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ 2 ปี สำเร็จแล้วจะได้รับอนุปริญญาทางสาขาวิชาที่เลือก

2. วิทยาลัย (College) หลักสูตร 4 ปี สำเร็จแล้วได้รับปริญญาตรี บางแห่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาโท

3. มหาวิทยาลัย (University) เปิดสอนระดับปริญญาตรี (4 ปี) ปริญญาโท (1 – 2 ปี) ปริญญาเอก (4 ปี) เน้นการสอนและการค้นคว้าวิจัยในแง่วิชาการ

4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology) มุ่งเน้นการสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนไปจนถึงระดับปริญญาโทและเอก ปกตินักศึกษาจะเข้าศึกษาหลังจากสำเร็จปริญญาตรีแล้ว

ปริญญาโท

ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่บางหลักสูตรอาจมีระยะเวลาเพียง 1 ปี การศึกษาระดับนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาในการเข้าชั้นเรียนและเขียนวิจัยด้วย

ปริญญาเอก

ระยะเวลาของหลักสูตร คือ 3 ปี หรือมากกว่านั้น แต่สำหรับนักศึกษาต่างชาติ อาจต้องใช้เวลาเรียน 5 – 6 ปี ช่วง 2 ปีแรก เป็นการเข้าชั้นเรียนและร่วมสัมมนาต่างๆ หลังจากนั้นใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีในการทำงานวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์

ภาคการศึกษา

สถานศึกษาในสหรัฐอเมริกาใช้ภาคการศึกษาหลายแบบแตกต่างกันออกไป ปกติปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกาเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม แบ่งเป็น

  • ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด 1 ปีแบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษา แต่ละภาคใช้เวลาเรียน 16 สัปดาห์
  • ระบบ Qualifier 1 ปี แบ่งเป็น 4 Qualifier แต่ละ Qualifier ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์
  • ระบบ Trimester 1 ปี แบ่งเป็น 3 ภาคการศึกษา
  • ระบบ 4 – 1 – 4  จัดแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาทำการค้นคว้าวิจัยด้วยตนเองหรือออก Field Trip

การทำงานพิเศษ

นักเรียนที่เข้าอเมริกาด้วยวีซ่า F – 1 หรือ M – 1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเต็มเวลาระหว่างวันหยุด รวมถึงการทำงานในห้องสมุดหรือในโรงอาหารด้วย หลังจากเรียนไปแล้ว 1 ปี สามารถยื่นใบสมัครขอเป็นพลเมืองชาวอเมริกันได้ ซึ่งทำให้ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกมหาวิทยาลัย โดยทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงและเต็มเวลาในช่วงวันหยุด

วีซ่านักเรียน

สำหรับวีซ่านักเรียนของ สหรัฐอเมริกา มี 3 ประเภทหลักๆ คือ

  1. F – 1 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนโดยทั่วไปที่ลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลา (Full – Time) เอกสารสำคัญในการยื่นวีซ่าแบบ F – 1 คือฟอร์ม I – 20 จากสถาบันการศึกษา
  2. M – 1 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนสายวิชาชีพ หรือเรียนภาษาในช่วงเวลาสั้นๆ โดยจะต้องลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาเช่นเดียวกับนักเรียนแบบ F – 1
  3. J – 1 เป็นวีซ่าสำหรับผู้ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน (Exchange Program) รวมถึงผู้ที่ไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมตามคำเชิญของหน่วยงานในประเทศสหรัฐอเมริกา และนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาต่างๆ โดยผู้ที่ยื่นวีซ่าประเภทนี้ ต้องยื่นแบบฟอร์ม DS – 2019 ที่ออกให้โดยหน่วยงานหรือสถาบันที่รับเข้าโครงการแลกเปลี่ยนประกอบด้วย

เอกสารการขอวีซ่า

  1. แบบฟอร์ม (DS 160) ซึ่งกรอกครบถ้วนล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
  2. หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือนหลังจากวันสมัครวีซ่า หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่าสามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้
  3. รูปถ่าย จำนวน 1 รูป (สีหรือขาวดำ) พื้นหลังขาว ขนาด 2 x 2 นิ้ว สัดส่วนใบหน้าต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หน้าตรงและเห็นหูทั้งสองข้าง ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
  4. แบบฟอร์ม I – 20 หรือ DS 2019 ที่ออกให้โดยสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
  5. ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมในการยื่นขอวีซ่า 5,280 บาท ต้องชำระล่วงหน้า ที่ทำการไปรษณีย์กว่า 260 แห่งทั่วประเทศ ไม่สามารถชำระที่สถานทูตได้
  6. หลักฐานใบเสร็จค่าธรรมเนียม SEVIS ซึ่งต้องชำระล่วงหน้าก่อนการสัมภาษณ์วีซ่าทางอินเทอร์เน็ต ควรชำระค่าธรรมเนียมทางอินเทอร์เน็ตหรือทางไปรษณีย์อย่างน้อย 3 วันทำการก่อนวันสัมภาษณ์วีซ่า และผู้สมัครต้องนำใบเสร็จการชำระ 1 – 797 มาในวันสัมภาษณ์ด้วย
  7. หลักฐานการศึกษาฉบับจริง
  8. หลักฐานทางการเงินของผู้ปกครอง
  9. หลักฐานที่แสดงถึงการมีถิ่นพำนักถาวรนอกสหรัฐอเมริกา เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีความตั้งใจจะอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นการถาวร

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ

ระดับอุดมศึกษา ตกประมาณปีละ 1,200,000-1,900,000 บาท (รวมค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร)

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Powered by HELLO! Education