ปัจจุบันภาษาจีนกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดงานเป็นอย่างสูง จึงทำให้ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนต่อใน จีน มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะการเรียนภาษาจีนสามารถฝึกได้เป็นธรรมชาติ และเป็นเร็วมากขึ้น รวมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพไม่แตกต่างจากไทยมากนัก

จีน แผ่นดินใหญ่ ศูนย์กลางแห่งการศึกษาเอเชียน

  • จีนเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก
  • ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยในจีนถูกกว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในไทย
  • ได้ 2 ภาษาทั้งภาษาจีนและอังกฤษ
  • มีโอกาสได้งานที่ใช้ภาษาจีนมากกว่า

หลักสูตรที่นักเรียนไทยสามารถไปเรียนต่อที่จีนได้ เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งจะต้องไปเรียนปรับพื้นฐานภาษาจีนก่อนอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป รวมทั้งระดับอุดมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรการเรียนภาษา นักเรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาจีน ส่วนระดับปริญญาตรี โท เอก ผู้สมัครส่วนใหญ่ต้องมีพื้นฐานภาษาจีน โดยจะต้องมีคะแนนการทดสอบความสามารถทางภาษาจีน HSK ระดับ 6 ขึ้นไป

สำหรับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยจะเริ่มต้นก่อนแปดโมงเช้า เพื่อฝึกอ่านออกเสียงภาษาจีนให้คุ้นเคย และเรียนเพียงวันละ 7 คาบ คาบละ 45 นาที และพักก่อนเปลี่ยนคาบ 10 นาที สิ่งที่แตกต่างจากบ้านเรา คือ ประเทศจีนมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน เมื่อนักศึกษาทานมื้อกลางวันเสร็จมักกลับไปนอนพักผ่อนที่หอพักช่วงเวลา 12.00 – 14.30 .

ข้อมูลควรรู้

สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ จำนวนประชากร ตลอดจนระบบการศึกษาในแต่ละรัฐนั้นแตกต่างกันไป จึงควรทราบข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อเป็นปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียน

สภาพทางภูมิศาสตร์

จีนตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา ครอบคลุมสภาพภูมิประเทศแบบภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม เนินสูงต่ำ โดยมีที่ราบเพียง 11% เท่านั้นที่สามารถทำการเพาะปลูกได้

สภาพภูมิอากาศ

เป็นแบบมรสุม ภาคพื้นทวีปมีหลากหลายรูปแบบ แบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคมพฤษภาคม (อุณหภูมิ 10 – 22°C)
  • ฤดูร้อน เดือนมิถุนายนสิงหาคม (อุณหภูมิ 22°C ขึ้นไป)
  • ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายนพฤศจิกายน (อุณหภูมิ 10 – 22°C)
  • ฤดูหนาว เดือนธันวาคมกุมภาพันธ์ (ต่ำกว่าอุณหภูมิ 10°C)

ประชากร

จีนมีประชากรมากที่สุดในโลก กว่า 1.4 พันล้านคน

เวลา

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่มีเวลาท้องถิ่นเวลาเดียว เนื่องจากไม่มีเส้นแบ่งเวลา ทั่วทั้งประเทศจะใช้เวลาที่กรุงปักกิ่งเป็นหลัก ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง

ระบบการศึกษา

ระบบการศึกษาของจีนถือเป็นระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักเรียนศึกษาอยู่คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 จากทั่วโลก แบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ

  • การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ประถมศึกษา (6 ปี) มัธยมศึกษาตอนต้น (3 ปี) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (3 ปี) แบ่งออกเป็นมัธยมปลายทั่วไป มัธยมปลายด้านวิชาชีพ และอาชีวศึกษา
  • การศึกษาด้านวิชาชีพ หมายถึง โรงเรียนด้านวิชาชีพ รวมถึงหลักสูตรอบรมวิชาชีพระยะสั้น
  • การศึกษาระดับอุดมศึกษา หมายถึง การศึกษาระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
  • การศึกษาผู้ใหญ่ หมายถึง การศึกษาประเภทต่างๆ ที่จัดขึ้นสำหรับผู้ใหญ่และผู้ไม่รู้หนังสือ หรือการศึกษาอื่นที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน

การเรียนระดับมหาวิทยาลัย

จีนมีมหาวิทยาลัยประมาณ 3,000 แห่ง โดย 2 ใน 3 เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่เหลือเป็นของเอกชน มหาวิทยาลัยในจีนมีความเข้มงวดในระบบการสอบเข้าศึกษามาก เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้เข้าศึกษาที่มีคุณภาพ ดังนั้น รัฐบาลจึงกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่รัฐบาลกำหนดขึ้นทุกปี

ส่วนนักศึกษาต่างชาติทุกรายจะต้องผ่านการทดสอบความสามารถทางภาษาจีน ที่เรียกว่า HSK ผู้สมัครรายใดสอบผ่านก็จะได้รับใบประกาศนียบัตร HSK Certificate เพื่อนำไปประกอบการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ประเทศจีน

การสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (Hanyu Shuiping Kaoshi: HSK) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการสอบ TOEFL ของจีนนั่นเอง เป็นการสอบวัดระดับภาษาจีนสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาแม่ นับแต่ปี .. 2553 เป็นต้นมา สำนักงานเผยแพร่ภาษาจีนระหว่างประเทศได้เปลี่ยนระบบการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน HSK เป็นระบบใหม่โดยแบ่งการสอบออกเป็น 2 ส่วน คือ สอบข้อเขียน และการพูด

โดยการสอบข้อเขียน แบ่งออกเป็น 6 ระดับ (ระดับที่ 1 – 6 โดยระดับ 4 ใช้เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในจีน ส่วนระดับ 5 ใช้ศึกษาต่อปริญญาโท) ส่วนการสอบพูด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ (ระดับต้นกลางสูง) สาขาหลักที่มีการจัดสอบในไทย คือ ระดับพื้นฐาน ระดับต้น / กลาง และระดับสูง

โดยคะแนนสอบ HSK ใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาต่อสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเรียนต่อที่จีน มีอายุใช้งานเพียง 2 ปีเท่านั้น

การทำงานพิเศษ

นักศึกษาต่างชาติจะไม่ทำงานพิเศษกัน เนื่องจากค่าแรงน้อยมาก และอาจจะหางานไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าความสามารถทางภาษาจีนยังไม่เพียงพอ และอาจมีผลกระทบต่อการเรียนด้วย

วีซ่านักเรียน

วีซ่าประเทศจีนมีทั้งหมด 9 ประเภท โดยวีซ่าสำหรับนักเรียน นักศึกษา มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  • วีซ่า L (Travel) เป็นวีซ่านักท่องเที่ยว มีระยะเวลา 60 วัน นับจากวันที่เข้าประเทศจีน เหมาะกับเรียนระยะสั้น ไม่เกิน 60 วัน
  • วีซ่า F (Business) เป็นวีซ่าแบบธุรกิจ มีระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน นับจากวันที่เข้าประเทศจีน เหมาะกับเรียนหลักสูตร 1 เทอม
  • วีซ่า X (Student) เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียน สำหรับหลักสูตร 6 เดือนขึ้นไป เหมาะกับเรียนหลักสูตรระยะยาว

ระยะเวลาดำเนินการ 4 วันทำการ

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียน

  • ใบคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์
  • หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นับจากวันที่เดินทาง และต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้าเต็ม
  • รูปถ่ายหน้าตรง 2 นิ้ว 2 รูป
  • ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
  • หนังสือตอบรับจากสถาบันการศึกษาในประเทศจีน (Entrance Notice) และ Foreign Student Visa Application Form (JW201 หรือ JW202 ทั้งต้นฉบับและสำเนา)
  • สำเนาใบตรวจร่างกาย พร้อมเอกสารตัวจริง (สำหรับผู้ที่สมัครเรียนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่าสำหรับนักเรียน/นักศึกษาได้ที่ สถานทูตจีน โทร. 0-2245-0088 หรือทางเว็บไซต์ http://www.chinaembassy.or.th/th/

ค่าเล่าเรียน

  • หลักสูตรภาษาจีนระยะยาว ประมาณ 37,500 – 60,000 บาทต่อเทอม
  • หลักสูตรภาษาจีนเร่งรัด ประมาณ 85,000 – 100,000 บาทต่อเทอม
  • มัธยมศึกษา ประมาณ 90,000 บาทขึ้นไปต่อปี
  • ปริญญาตรีหลักสูตรภาษาจีน ประมาณ 105,000 – 210,000 บาทต่อปี
  • ปริญญาตรีหลักสูตรภาษาอังกฤษ ประมาณ 250,000 บาทต่อปี
  • ปริญญาโทหลักสูตรภาษาจีน ประมาณ 120,000 บาทขึ้นไปต่อปี
  • ปริญญาโทหลักสูตรภาษาอังกฤษ ประมาณ 150,000 บาทขึ้นไปต่อปี
  • ปริญญาเอก ประมาณ 180,000 บาทขึ้นไปต่อปี

ค่าใช้จ่ายการเรียนต่อ (ระดับอุดมศึกษา) ประมาณปีละ 465,000 บาท (รวมค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพ)

Powered by HELLO! Education