แคนาดา เป็นประเทศทางเลือกในการศึกษา เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น การศึกษาได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงนัก มีวัฒนธรรมหลากหลาย และที่สำคัญนักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานนอกสถาบันได้ขณะกำลังศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และเมื่อเรียนจบ ยังสามารถทำงานที่แคนาดาได้ถึง 3 ปีเต็ม

โรงเรียนมัธยมในแคนาดาเปิดรับนักเรียนจากประเทศอื่นเข้ามาเรียนด้วย เกือบทุกแห่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา นักเรียนต่างชาติมีหลักสูตรภาษาอังกฤษรองรับ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวแคนาดามากกว่า 90% โรงเรียนเอกชนในแคนาดามีอยู่ในทุกมณฑล ทั้งโรงเรียนชายล้วน หญิงล้วน และสหศึกษา แต่อัตราส่วนนักเรียนต่างชาติจะสูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล มีหอพัก และหลายแห่งเลือกอยู่กับครอบครัวชาวแคนาดาได้

เพราะอะไรถึงต้องไปเรียนต่อที่… แคนาดา

  • มีคุณภาพการศึกษาสูง สถาบันการศึกษามีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก
  • ติดอันดับ TOP 10 ประเทศน่าอยู่ที่สุดของโลก มีสภาพแวดล้อมสวยงามตามธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
  • ปลอดภัย มีความสงบสุขในสังคม มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการศึกษาและการใช้ชีวิตไม่สูงมาก

สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไปเรียนระดับปริญญาตรีที่แคนาดา ต้องทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ESL (English as a Second Language) ว่าอยู่ระดับไหน หรือใช้ผลการสอบ IELTS ก็ได้ ในระดับมหาวิทยาลัย แต่ละปีมีนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนประมาณ 100,000 – 150,000 คน ระบบการให้คะแนนของมหาวิทยาลัยไม่ค่อยยืดหยุ่น ทำให้โอกาสที่จะจบการศึกษาด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงๆ จึงเป็นเรื่องยากมาก

ข้อมูลควรรู้

สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ จำนวนประชากร ตลอดจนระบบการศึกษาในแต่ละรัฐ นั้นแตกต่างกันไป จึงควรทราบข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อเป็นปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียน

สภาพทางภูมิศาสตร์

แคนาดาใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากรัสเซีย แบ่งเป็น 10 พื้นที่ 7 มณฑล และ 2 เขตดินแดน แต่ละมณฑลจะมีเมืองหลวงของตัวเอง ส่วนเมืองหลวงของประเทศคือ ออตตาวา อยู่ในมณฑลออนตาริโอ

สภาพภูมิอากาศ

มีความหลากหลายตั้งแต่ขั้วโลกเหนือที่หนาวเย็นเป็นน้ำแข็ง ไปจนถึงแนวป่าอันเขียวขจีของแถบชายฝั่งตะวันตกของบริติชโคลัมเบีย มีฤดูกาลที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด 4 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน ซึ่งช่วงกลางวันอาจร้อนถึง 35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว อาจหนาวถึงติดลบ
  • ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิจะอยู่ในระดับปานกลาง

ประชากร

มีประชากรน้อยราว 36 ล้านคน (2016) เมื่อเทียบกับสัดส่วนของประเทศ ส่วนใหญ่อพยพมาจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกาใต้ และอินเดีย กลุ่มรุ่นใหม่มาจากเอเชีย สังคมเป็นวัฒนธรรมผสมผสาน ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ ยกเว้นมณฑลควิเบคใช้ภาษาฝรั่งเศส มี 2 ภาษาราชการ คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส

เวลา

แบ่งออกเป็น 6 โซนตามพื้นที่ แต่ละโซนเวลาจะต่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเวลาในแคนาดาจะช้ากว่าเวลาของเส้นแบ่งเขตเวลาของโลก (GMT) ประมาณ 3.30 – 8 ชั่วโมงในช่วงเวลาปกติ และประมาณ 2.30 – 7 ชั่วโมงในช่วง Daylight saving time (วันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมถึงวันอาทิตย์ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน) โดยเวลาในแคนาดาช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 14 – 16 ชั่วโมง

ระบบการศึกษา

การศึกษาในแคนาดามีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละมณฑล มีระบบการศึกษาที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วนักเรียนชาวแคนาดาจะเข้าโรงเรียนอนุบาลเมื่อมีอายุครบ 4 – 5 ปี และใช้เวลาเรียน 1 – 2 ปี เมื่อมีอายุครบ 6 ปี จะต้องเข้าเรียนชั้นเกรด 1 ส่วนโรงเรียนมัธยมศึกษาจะมีไปจนถึงเกรด 11 หรือ 12 ขึ้นอยู่กับมณฑลนั้นๆ ก่อนศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัย วิทยาลัยหรือ CEGEP (ซีเจ็พ) และวิชาชีพ

  • ระดับประถมศึกษา

เด็กแคนาดาเริ่มเข้าเกรด 1 เมื่ออายุ 6 ปี จนถึงเกรด 6, 7 หรือ 8 ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละภูมิภาค โดยทั่วไปปีการศึกษาเริ่มเดือนกันยายนถึงเดือนมิถุนายน แต่อาจมีบางกรณีที่เปิดเดือนมกราคม

  • ระดับมัธยมศึกษา

ระดับมัธยมศึกษาชั้นสูงสุดคือ เกรด 11 หรือ 12 ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละภูมิภาค มีทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน ในโรงเรียนรัฐจะไม่มีหอพัก ต้องหาที่พักเอง แต่โรงเรียนบางแห่งจะมีคณะกรรมการคอยดูแลหาที่พักให้กับนักเรียนต่างชาติ โดยอาจจะจัดให้พักกับครอบครัวชาวแคนาดาในท้องถิ่น (โฮมสเตย์) และนักเรียนจ่ายค่าที่พักเป็นรายเดือน ส่วนที่พักในโรงเรียนเอกชนมีหลายรูปแบบ เช่น หอพัก หรือโฮมสเตย์

  • ระดับมหาวิทยาลัย

แคนาดา มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากและได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพการสอนและการวิจัย โดยทั่วไปจะไม่มีการสอบเข้า แต่ละมหาวิทยาลัยมีมาตรฐานของตนเอง

หลักสูตรระดับปริญญาตรี

โดยปกติจะใช้เวลาเรียนประมาณ 3 – 5 ปี แตกต่างกันในแต่ละมณฑล มีหลักสูตรปริญญาตรีอยู่ 2 ประเภท คือ General Pass degrees ใช้เวลาศึกษา 3 ปี และ Honours degrees ใช้เวลา 4 ปี แต่ในมหาวิทยาลัยบางแห่งหลักสูตรทั้ง 2 ประเภทจะใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 5 ปี ในหลักสูตร Honours degrees นี้ นักศึกษาจะต้องเรียนเพื่อให้มีหน่วยกิตมากกว่าหลักสูตร General Pass degrees และจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์ด้วย หากคิดจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ควรเลือกเรียนในหลักสูตรประเภท Honours degrees ซึ่งเปิดสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่ง

หลักสูตรปริญญาโท

ใช้เวลาเรียน 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสถาบันและหลักสูตร สามารถเลือกเรียนแบบ Coursework ฟังการบรรยายและเขียนรายงาน หรือเลือกทำโครงการ หรือเลือกเขียนวิทยานิพนธ์และสอบประมวลความรู้ (Comprehensive Examination)

หลักสูตรปริญญาเอก

ใช้เวลาเรียน 3 – 5 ปี ประกอบด้วยวิชาพื้นฐาน การร่วมสัมมนาทางวิชาการ การค้นคว้างานวิจัย การเขียนรายงานวิชาการ การนำเสนอ และการเขียนวิทยานิพนธ์ เป็นต้น

  • การศึกษาภาคปฏิบัติ (Co-op Education)

เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาร่วมมือกับสถานประกอบการภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง มีระยะเวลาประมาณ 2 ภาคเรียนก่อนสำเร็จการศึกษา

โรงเรียนสอนภาษา มีโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรสองภาษา คือ ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส สำหรับนักเรียนต่างชาติ ที่เรียกว่า English as a Second Language (ESL) และ French as a Second Language (FSL) มีทั้งหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรทั่วไป หลักสูตรเฉพาะ เช่น ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อ ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ รวมถึงการฝึกอบรม เป็นต้น หลักสูตร ESL เปิดสอนในมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยชุมชนเกือบทุกแห่ง รวมทั้งในโรงเรียนสอนภาษาของเอกชน ซึ่งมีข้อกำหนดการรับสมัครที่ยืดหยุ่นกว่า ส่วนหลักสูตร FSL เปิดสอนทั้งสถาบันเอกชนและรัฐบาล แต่สถาบันที่สอน FSL ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ที่ภูมิภาคโดยนักเรียนนักศึกษาสามารถเลือกเข้าเรียนได้ตลอดปีเช่นกัน

การทำงานพิเศษ

อนุญาตให้นักศึกษาทำงานภายในสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่เท่านั้น ยกเว้นสำเร็จการศึกษาแล้วจึงจะสามารถยื่นขอวีซ่าทำงานได้ แต่จะต้องทำงานในอาชีพที่จบการศึกษามา

วีซ่านักเรียน

การขอวีซ่าขึ้นอยู่กับประเภทของวีซ่า และระยะเวลาของการศึกษา หากเป็นหลักสูตรมากกว่า 6 เดือน จะต้องมีวีซ่านักเรียน (Study Permit) ส่วนหลักสูตร 6 เดือนหรือน้อยกว่า ต้องยื่นแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่านักเรียนระยะสั้น (Student on Visitor Visa)

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียน

  1. แบบฟอร์ม IMM – 1294 ที่กรอกครบถ้วนแล้ว
  2. หนังสือเดินทาง ต้องไม่หมดอายุก่อนวันที่จะเดินทางกลับ
  3. รูปถ่ายขนาด 2 x 2.5 นิ้ว จำนวน 4 ใบ และถ่ายไม่เกิน 6 เดือน
  4. จดหมายตอบรับจากสถานศึกษา ฉบับจริง ซึ่งระบุหลักสูตร ระดับการศึกษา ระยะเวลาของหลักสูตร วันที่เริ่มและสิ้นสุดของหลักสูตรนั้น
  5. หนังสือแสดงผลการศึกษา (Transcript) ตัวจริง 1 ชุด และสำเนา 1 ชุด
  6. หลักฐานทางการเงินจากธนาคาร (Statement)
  7. ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอวีซ่านักเรียน 150 ดอลลาร์แคนาดา และค่าสแกนลายนิ้วมือ 85 ดอลลาร์แคนาดา
  8. หลักฐานอื่นๆ หลังจากจบการศึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่าสำหรับนักเรียน/นักศึกษาได้ที่ สายด่วนศูนย์รับคำร้อง โทร. 02-118-7007

ค่าเล่าเรียน

  • หลักสูตรภาษา ประมาณ 430,000 บาทต่อปี
  • ค่าเล่าเรียนระดับมัธยมศึกษา ประมาณ 325,500 บาทต่อปี
  • ค่าเล่าเรียนระดับประกาศนียบัตร/อนุปริญญา ประมาณ 310,000 บาทต่อปี
  • ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาตรี ประมาณ 496,000 บาทต่อปี
  • ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาโท ประมาณ 372,000-527,000 บาทต่อปี
  • ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาเอก ประมาณ 465,000 บาทต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายการเรียนต่อ (ระดับอุดมศึกษา) ประมาณปีละ 1,214,000 บาท

Powered by HELLO! Education