ออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เด็กไทยนิยมไปเรียน เพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ค่าครองชีพไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อากาศอุ่นสบาย อาหารรสชาติถูกปาก ทำให้นักเรียนต่างชาติปรับตัวได้ง่าย เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องการเรียนและทำงานพิเศษไปด้วย เพราะมีงานพิเศษให้เลือกทำหลากหลาย

ใครๆ ก็ไปเรียนออสเตรเลีย

  • ระบบการศึกษามีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติ โครงสร้างหลักสูตรการศึกษามีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
  • ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ไม่ต้องกังวลที่จะต้องเรียนภาษาอื่นเพิ่ม
  • เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผู้คนเป็นมิตร เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และมีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตที่ดี
  • ค่าครองชีพไม่แพงมาก

การจัดการศึกษาระดับประถมและมัธยมอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของแต่ละรัฐ โดยทั่วไปจะเริ่มรับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนต่อทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชน ตั้งแต่ Year 7 (เทียบเท่า ม.1) จนถึงปริญญาเอก

โรงเรียนมัธยมมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งของรัฐและเอกชน ไม่จำเป็นต้องมีผลสอบภาษามาก่อน หากนักเรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษไม่สูงพอ สามารถเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษซึ่งเปิดรับตลอดปี สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จะต้องผ่านการทดสอบ IELTS ตามข้อกำหนดของแต่ละโรงเรียน และต้องมีคุณวุฒิเทียบเท่านักเรียนที่จบการศึกษาชั้นปีที่ 12 ของออสเตรเลีย

ข้อมูลควรรู้

สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ จำนวนประชากร ตลอดจนระบบการศึกษาในแต่ละรัฐ นั้นแตกต่างกันไป จึงควรทราบข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อเป็นปัจจัยในการเลือกสถานที่เรียน

สภาพทางภูมิศาสตร์

ออสเตรเลียเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งทวีป ตั้งอยู่บนซีกโลกใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย มีกรุงแคนเบอร์ร่าเป็นเมืองหลวง ประกอบด้วย 6 รัฐใหญ่ และเขตปกครองตนเอง 2 เขต ได้แก่ รัฐนิวเซาธ์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐควีนสแลนด์ รัฐเซาธ์ออสเตรเลีย รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐแทสมาเนีย เขตนครหลวงออสเตรเลีย และเขตนอร์ธเทิร์นเทอริทอรีย์

สภาพภูมิอากาศ

ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร พื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศ ตั้งอยู่ในเขตร้อน ส่วนที่เหลือตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่ด้วยขนาดพื้นที่ที่มีความกว้างใหญ่ จึงมีสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปี ตั้งแต่ 27 องศาเซลเซียสในตอนเหนือสุด ไปจนถึง 13 องศาเซลเซียสในตอนใต้สุด แบ่งออกเป็น 4 ฤดู

ประชากร

มีประชากร 25 ล้านคน  ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากยุโรป โดยมีชนพื้นเมืองคือชาวอะบอริจิน

เวลา

เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เวลาจึงแตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยแบ่งเป็น

  • เวลาฝั่งตะวันออก (รัฐนิวเซาธ์เวลส์ วิกตอเรีย แทสมาเนีย ควีนสแลนด์ และเขตเมืองหลวงของออสเตรเลีย) เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง
  • เวลาในรัฐตอนกลาง (รัฐเซาธ์ออสเตรเลีย) เร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง
  • เวลาในรัฐฝั่งตะวันตก (รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

ระบบการศึกษา

การศึกษาภาคบังคับคือ ปีที่ 1 – 10 หรือ Year 1 – 10 (อายุ 6 – 15 ปี) สำหรับนักเรียนต่างชาติ สมัครเข้าศึกษากับสถาบันใน ออสเตรเลีย ได้ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาเอก โดยรูปแบบระบบการศึกษากำหนดโดยรัฐบาลกลาง และแบ่งออกเป็น 4 ระดับ

  • ระดับอนุบาล

เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบ ถึง 5 ขวบ เป็นการศึกษาไม่บังคับ เน้นการเตรียมเด็กให้มีพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญาและสังคม

  • ระดับประถมศึกษา

มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี จาก Year 1 – 6 วิชาที่สอนในระดับนี้ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ดนตรี และสุขศึกษา โดยมีวิชาศีลธรรม และศาสนาเป็นวิชาเลือก

  • ระดับมัธยมศึกษา

มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี แบ่งเป็น

มัธยมต้น (Year 7 – 10) เมื่อจบการศึกษาในระดับนี้แล้ว สามารถออกไปสู่ตลาดแรงงาน ทำงานหรือฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรม กิจการในภาคธุรกิจเอกชน หรืออาจศึกษาต่อหลักสูตรระยะสั้นในการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education : TAFE) ได้

มัธยมปลาย (Year 11 และ 12) เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา เมื่อจบการศึกษาระดับนี้แล้ว จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา (High School Certificate)

  • ระดับอุดมศึกษา

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย เปิดสอนในระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 – 4 ปี มหาวิทยาลัยใน ออสเตรเลีย มีอยู่ 29 แห่งกระจายอยู่ตามรัฐต่างๆ เป็นของรัฐบาลจำนวน 27 แห่ง และเอกชน 2 แห่ง

วิทยาลัยเทคนิคและการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education หรือ TAFE)

เป็นสถาบันการศึกษาของรัฐ มีอยู่กว่า 250 แห่งทั่วประเทศ ให้การศึกษาที่ครอบคลุมทักษะสำคัญด้านวิชาชีพ ระยะเวลาเรียนมีตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 3 ปี

ประกาศนียบัตร เป็นหลักสูตรวิชาชีพพื้นฐาน เน้นความรู้ในระดับปฏิบัติงาน ผู้ผ่านหลักสูตรสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ มีตั้งแต่ระดับ 1 – 4 ใช้เวลาเรียนตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี รับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ Year 10

การทำงานพิเศษ

นักศึกษาต่างชาติทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในช่วงเปิดภาคการศึกษา และสามารถทำงานได้เต็มเวลา (ประมาณ 35 ชั่วโมง) ในช่วงปิดภาคการศึกษา

วีซ่านักเรียน

เฉพาะหลักสูตรที่สั้นกว่า 3 เดือนเท่านั้น จึงจะสามารถใช้วีซ่าประเภทนักท่องเที่ยวได้ แต่ถ้าต้องการเรียนนานกว่า 3 เดือน ต้องขอวีซ่านักเรียน โดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง หรือส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ บางกรณีอาจต้องมีการสัมภาษณ์ ซึ่งทางสถานทูตจะแจ้งให้ทราบ

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียน

  1. แบบฟอร์ม 157A ที่กรอกครบถ้วนสมบูรณ์
  2. ต้นฉบับเอกสารยืนยันการตอบรับจากสถาบันการศึกษาที่สมัครไว้ (Confirmation of Enrolment: COE)
  3. หนังสือเดินทางที่มีอายุครอบคลุมช่วงเวลาที่เรียนอยู่ในประเทศออสเตรเลีย หรืออย่างน้อยต้องมีอายุใช้งานได้อีก 6 เดือนขณะยื่นใบสมัครขอวีซ่า
  4. รูปถ่ายขนาด 1 – 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป
  5. ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารรับรองการศึกษา เอกสารรับรองผลการเรียน (Transcript)
  6. ใบรับรองฐานะการเงิน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องจากธนาคาร สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากพร้อมตัวจริงย้อนหลัง 6 เดือนของผู้รับรองทางการเงิน
  7. เอกสารยืนยันตัวบุคคล ได้แก่ บัตรประชาชน หรือสูติบัตร/เอกสารทะเบียนบ้านของผู้สมัคร ต้นฉบับพร้อมสำเนา
  8. เอกสารรับรองการพ้นจากการรับราชการทหาร (ในกรณีที่เกี่ยวข้อง)
  9. จดหมายรับรองการทำงาน (หากมีประวัติการทำงาน)
  10. หลักฐานของการจ่ายค่าประกันสุขภาพของนักเรียน (Overseas Student Health Cover-OSHC)
  11. หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครและผู้รับรองฐานะการเงิน (หากผู้รับรองฐานะการเงิน ไม่ใช่บิดาหรือมารดา)
  12. ค่าธรรมเนียมการสมัคร 575 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (13,000 บาท)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่าสำหรับนักเรียน/นักศึกษาได้ที่ สำนักงานเพื่อการยื่นขอวีซ่าประเทศออสเตรเลีย โทร. 02-118-7100

ค่าเล่าเรียน

  • หลักสูตรภาษาอังกฤษ ประมาณ 224,000 – 320,000 บาทต่อปี (40 สัปดาห์)
  • ประถม และมัธยมศึกษาตอนต้น ประมาณ 160,000- 352,000 บาทต่อปี
  • มัธยมศึกษาตอนปลาย ประมาณ 192,000 – 416,000 บาทต่อปี
  • ปริญญาตรี ประมาณ 320,000 – 528,000 บาทต่อปี
  • ปริญญาโทและปริญญาเอก ประมาณ 352,000- 592,000 บาทต่อปี

ค่าใช้จ่ายการเรียนต่อ (ระดับอุดมศึกษา) ประมาณปีละ 1,238,000 บาท (รวมค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพ)

Powered by HELLO! Education